royal coronation
วันที่ 22 กันยายน 2562
อาชญากรรม

ปส. แถลงจับ 6 คดี

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 - 13:07 น.
อาชญากรรม,ยาเสพติด,ปส
Shares :

ปส. แถลงจับ 6 คดี รวบเครือข่ายมาเฟีย 3 จว.ชายแดนใต้

คลิปที่ 1

 

               เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2562 ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)  พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผบช.ปส. , พล.ต.ต.อาชวันต์ โชติกเสถียร รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.พรชัย เจริญวงศ์ รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.ชาตรี ไพศาลศิลป์ รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.กรณ์ณพัชญ์ กิตติพิบูลย์ รอง ผบช.ปส. , พล.ต.ต.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ ผบก.ปส.1 , พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจานงค์ ผบก.ปส.2 , พล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผบก.ปส.3 , พล.ต.ต.กิตติ สะเภาทอง ผบก.ปส.4 , พล.ต.ต.บัญชา ศรีพัทยากร ผบก.สกส.บช.ปส. และ พ.ต.อ.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบก.อก.บช.ปส. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บช.ปส.

 

 

 

               แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติด จำนวน 9 ราย พร้อมของกลางยาบ้า 1,413,800 เม็ด เคตามีน 20 กิโลกรัม เอ็กซ์ตาซี หรือ ยาอี 5,000 เม็ด โคคาอีน อีก 1,210 กรัม และทรัพย์สินหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 167,270,000 บาท

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า คดีที่ 1 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุม นายกิตติภพ อรรถพลภูษิต อายุ 31 ปี , นายทรงยศ แซ่ซ้อง อายุ 28 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 1 ล้านเม็ด , เคตามีน 10 กิโลกรัม , รถยนต์กระบะ โตโยต้า รีโว่ สีดำ , รถยนต์กระบะ อีซูซุ ดีแมคซ์ สีดำ และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง โดยเจ้าหน้าที่ชุดจับกลุ่มสืบทราบว่า จะมีกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ทางภาคเหนือตอนบน มาส่งมอบให้กับลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง จึงวางกำลังสกัดกั้นและสามารถจับกุมนายกิตติภพได้ที่สี่แยกดงประโดก ถนนเลี่ยงเมืองพิษณุโลก (ถนน 126) ต.สมอแข อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก และจับกุมนายทรงยศได้ที่ริมถนนสายพิษณุโลก - พิจิตร (ถนน 117) หน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร ต.ท่าโพธิ์ อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก พร้อมของกลางยาบ้า 1,000,000 เม็ด และเคตามีน 10 กิโลกรัม โดยแจ้งข้อหา “ร่วมกันกับพวกที่หลบหนีมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน ยาบ้า , ไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อผู้ต้องหาทั้งสอง และคุมตัวพร้อมของกลางทั้งหมดส่ง พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ก่อนขยายผลออกหมายจับบุคคลในเครือข่าย และยึดทรัพย์สินตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ต่อไป

 

 

 

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า คดีที่ 2 จับกุมนายอิบรอฮิม หรือ เฮง เจ๊ะฮะ อายุ 29 ปี และนายอาทิตย์ หรือ อ๊อฟ สะสม อายุ 35 ปี พร้อมของกลางยาบ้า 383,800 เม็ด , รถยนต์กระบะ 1 คัน และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง ภายหลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้สืบสวนติดตามเครือข่ายนักค้ายาเสพติดข้ามชาติของ นายอุสมาน สแลแมง ที่จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากประเทศลาว ผ่านชายแดนเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนนำไปขายต่อยังประเทศมาเลเซีย จนนายอุสมานหลบหนีการจับกุมไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้าน มีหมายจับและมีรางวัลนำจับของ บช.ปส. กว่า 2 ล้านบาท

               ต่อมาชุดจับกุมสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาในคดีนี้ ได้ลำเลียงยาอีจากประเทศมาเลเซีย ไปส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะนำยาบ้าจากกรุงเทพฯ ไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประเทศมาเลเซีย จึงสกัดจับผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้ที่จุดตรวจหมวดเฉพาะกิจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ นราธิวาส 13 (บาเจาะ) ถนนเพชรเกษม 42 ฝั่งเข้า นราธิวาส ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

               จากขยายผลทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน เชื่อมโยงกับ นายรอเฟต หลำบ๊ก ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของนายอุสมาน รวมถึงรับยาเสพติดจากเครือข่าย มากระจายให้ลูกค้าในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนายรอเฟตเคยตกเป็นผู้ต้องหาในคดียาเสพติด รวมถึงต้องโทษจำคุกฐานฆ่าคนตาย มีประวัติถูกจำคุกในเรือนจำบางขวาง และเรือนจำเขาบิน กระทั่งย้ายเรือนจำไปหลายแห่ง จนมีเครือข่ายกว้างขวาง

 

 

 

               จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันกับนายรอเฟต หรือ บัง หลำบ๊ก ซึ่งหลบหนีการจับกุม มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” พร้อมขยายผลตรวจยึดทรัพย์สินเป็นบ้าน 3 หลัง รถยนต์ 3 คัน มูลค่า 13 ล้านบาท

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวอีกว่า คดีที่ 3 ตำรวจ กก.2 บก.ปส.3 , ร่วมกับ บก.ขส.บช.ปส. ตรวจยึดยาบ้า จานวน 15 มัด ประมาณ 30,000 เม็ด ได้ที่ป่าหญ้าบริเวณริมถนนในซอยเทศบาล 17 หมู่ 5 บ้านกล้วย ต.เขาท่าพระ อ.เมือง จ.ชัยนาท หลังได้รับแจ้งว่ากลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ จ.สิงห์บุรี จะส่งมอบยาเสพติดให้กับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบกลุ่มเครือข่ายน่าจะรู้ตัวจึงได้โยนยาเสพติดของกลางทิ้งไว้แล้วหลบหนีไป จึงนำส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวว่า คดีที่ 4 จับกุมนายเกลน ชิวาสเซลโล อูโก (MR. GLENN CHIVASELLO OOKO) อายุ 43 ปี ชาวเคนยา และนายโอชิตะ โจเซฟ อุคปา (MR. OSITA JOSEPH UKPA) อายุ 40 ปี ชาวไนจีเรีย พร้อมของกลางโคคาอีน 65 ก้อน หนัก 1,210 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง โดยจับกุมได้หลังประเมินความเสี่ยงแล้วพบผู้โดยสารที่ต้องสงสัยทั้งสองดังกล่าว จึงเชิญตัวไปตรวจร่างกาย พบสิ่งแปลกปลอมในช่องท้อง

 

 

 

               ซึ่งนายเกลนยอมรับว่ากลืนยาเสพติดจริง ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ขยายผลเพื่อจับกุมผู้ร่วมขบวนการ จนสามารถจับกุมนายโอ ชิตะ ที่มาขอรับโคคาอีนจากห้องพักที่นายเกลนพักอยู่ จึงแจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) เข้ามาในราชอาณาจักรและพยายามส่งออกยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และมียาเสพติดให้โทษประเภท 2 (โคคาอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อผู้ต้องหาทั้งสอง ก่อนคุมตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ยังกล่าวว่า คดีที่ 5 จับกุม นายชางกุย เกา (MR. CHANGRUI CHO) อายุ 27 ปี ชาวจีน พร้อมด้วยของกลาง เคตามีน 10 กิโลกรัม และโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง

               สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดพัสดุภัณฑ์ที่จะส่งไปเมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายในพบเคตามีน 28 กิโลกรัม ในกล่องนมผง ก่อนขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ส่งชาวจีน ได้ 3 คน กระทั่งได้รับแจ้งว่านายชางกุย หนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับ จะเดินทางเข้ามาประเทศไทย เพื่อลักลอบนำยาเสพติดออกนอกประเทศอีก จึงได้สืบสวนจนทราบว่า นายชางกุยพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านห้วยขวาง จึงเข้าจับกุมนายชางกุย พร้อมตรวจค้นห้องพักพบกระเป๋าเดินทาง ซุกซ่อนห่อชาสีเขียว 10 ถุง ภายในมีเคตามีน จึงแจ้งข้อหา “ร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขาย และพยายามส่งออกนอกราชอาณาจักรเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (เคตามีน) ไว้ในครอบครองเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต” และนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.ปส.3 บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

 

 

               พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวด้วยว่า คดีที่ 6 จับกุม น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และ น.ส.ณัฐลดา จุฬาสุวรรณ อายุ 38 ปี พร้อมของกลาง เอ็กซ์ตาซี่ 5,000 เม็ด หนักประมาณ 2,741 กรัม และโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง โดยจับกุมได้ ภายหลังได้รับแจ้งว่ามีพัสดุต้องสงสัยซุกซ่อนยาเสพติดส่งเข้ามาประเทศไทย ผ่านบริษัทขนส่งพัสดุระหว่างประเทศแห่งหนึ่ง จึงตรวจสอบพัสดุดังกล่าว พบว่ามีต้นทางส่งจากประเทศฝรั่งเศส

               ภายในมีถุงใส่เสื้อผ้าแบบหูหิ้ว ซุกซ่อนซองเทปกาว มีเม็ดยาคละสี 5,000 เม็ด ก่อนตรวจสอบด้วยน้ำยาทราบว่าเป็นเอ็กซ์ตาซี จึงขยายผลตามชื่อและที่อยู่ ซึ่งแจ้งไว้บนกล่องพัสดุจนสามารถจับกุมสองผู้ต้องหาดังกล่าว เบื้องต้น แจ้งข้อหา “นำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กซ์ตาซี่) เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เอ็กซ์ตาซี่) ไว้ในครอบครองเพื่อจาหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต” และนำตัวพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินการต่อไป

               พล.ต.ท.ชินภัทร กล่าวว่า สำหรับคดีที่ 6 น.ส.ณัฐลดา ผู้ต้องหารับว่าเคยต้องโทษจำคุกในคดียาเสพติดมาแล้ว ซึ่งคนในครอบครัวห้ามปรามแต่ยังไม่เลิก โดยคดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับคนผิวสีทางโซนยุโรป มีปลายทางกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาพบอยู่เรื่อยๆ แต่มีปริมาณของกลางเพิ่มมากขึ้น ส่วนตัว น.ส.อรนภา หลานสาวอ้างว่าทำเป็นครั้งแรก แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ ยังต้องสอบปากคำเพิ่มเติม เชื่อว่าเป็นกระทำเป็นเครือข่าย ไม่ได้สั่งเข้ามาเพียงคนเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

-ยาบ้า-ไอซ์ทะลัก ลดราคากระตุ้นการเสพ
-กระบะตกข้างทางไร้เงาคนเจ็บยาเสพติดอื้อ
-รวบสาวค้ายาเสพติดรายใหญ่ย่านฝั่งธนฯ
-อนุสัญญายาเสพติด ตีกรอบไปไม่ถึงเสรีกัญชา

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ