royal coronation
วันที่ 22 สิงหาคม 2562
บันเทิง

คุยกับ "บงจุนโฮ"

วันที่ 18 กรกฎาคม 2562 - 15:00 น.
บงจุนโฮ  บิดาแห่งหนังเกาหลียุคใหม่ คมชัดลึก บันเทิงไทย บงจุนโฮ,บงจุนโฮ,บันเทิงไทย
Shares :
เปิดอ่าน 13,330 ครั้ง

คุยกับ "บงจุนโฮ" บิดาแห่งหนังเกาหลียุคใหม่ ผู้กำกับ "PARASITE ชนชั้นปรสิต"

          หลัง “Parasite” คว้ารางวัล Palme d’Or หรือ รางวัลปาล์มทองคำ รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 72 ที่นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เกาหลีที่คว้ารางวัลนี้มาครอง เกิดกระแส “Parasite” ฟีเวอร์ ฮิตถล่มทลายไปทั่วโลก  ล่าสุดในวันที่ 16 มิถุนายน งาน Sydney Film Festival เทศกาลภาพยนตร์เมืองซิดนีย์ ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า Parasite ได้ชนะรางวัล Sydney Film Prize คณะกรรมการได้กล่าวว่า "Parasite เป็นภาพยนตร์ตลกร้าย ทั้งสวยงามและจิกกัด และนำเสนอในเรื่องชนชั้นได้อย่างดีเยี่ยม "  Sydney Film Festival เป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลียที่มีมาตั้งแต่ปี 1954 โดย ผู้กำกับ บงจุนโฮ (The Host, Snowpiercer, Okja) ได้เป็นตัวแทนไปร่วมงาน และได้รับรางวัลเป็นจำนวนราวๆ 41,300 ดอลลาร์ นับเป็นผู้กำกับชาวเกาหลีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลนี้

 

 

 

          “Parasite” ถือเป็นผลงานชิ้นที่ 2 ของผู้กำกับชื่อดัง บงจุนโฮ  ที่ได้เข้าชิงรางวัลในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ หลังจากเรื่อง Okja (2017)โดยภาพยนตร์ “Parasite”  ถือเป็นภาพยนตร์ตลกร้ายที่ว่าด้วยเรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัวฐานะยากจนในมหานครโซลที่ พ่อ (ซงคังโฮ) และ แม่ (จางฮเยจิน)ไม่มีงานทำ  ลูกชายคนโต (ชเวอูชิก) ให้น้องสาว(พัคโซดัม)ช่วยปลอมตัวตนเพื่อสวมรอยเป็นนักเรียนนอก โดยหวังจะได้งานติวหนังสือให้กับลูกสาวของเศรษฐี(อีซอนกยูน) แลภรรยา(โชยอจอง) จนเป็นเหตุให้ทั้งสองครอบครัวที่ฐานะแตกต่างกันสุดขั้วนี้ต้องมาเกี่ยวพันกันในเหตุการณ์อลวนเกินคาดเดา

       ซึ่งผู้กำกับคนดังได้ให้สัมภาษณ์ถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ว่า 

@@ ชื่อเรื่อง Parasite มีความหมายว่าอย่างไรกันแน่

          ตอนแรกทุกคนต่างคาดหวังว่า Parasite จะต้องเป็นหนังสัตว์ประหลาดหรือหนังไซ-ไฟแน่นอน เพราะมันเชื่อมโยงจากหนังเรื่องก่อนของผมอย่าง The Host แต่อย่างที่เคยพูดไว้ ตัวละครในหนังเรื่องนี้คือมนุษย์ เป็นครอบครัวที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้จริงๆ อยากใช้ชีวิตผูกสัมพันธไมตรีกับผู้อื่น แต่มันไม่ได้ผลสำหรับพวกเขา ดังนั้นพวกเขาเลยถูกผลักให้ต้องมีความสัมพันธ์แบบปรสิต ผมมองว่ามันเป็นหนังแนวโศกสุข (โศกนาฏกรรมผสมสุขนาฏกรรม) ที่เต็มไปด้วยความตลก ความสยอง และความเศร้า เมื่อคำนึงถึงว่าคุณอยากใช้ชีวิตอย่างเปี่ยมสุข ประสบความสำเร็จ แต่มันยากเย็นเหลือเกิน ชื่อหนังมีความเย้ยหยัน ประมาณเดียวกับชื่อภาษาเกาหลีของ Memories of Murder ที่มีความหมายแฝงถึงความอบอุ่น ความทรงจำอันแสนสุขสันต์ แต่มันดูแปลกใช่ไหม ที่ชื่อความหมายดีๆ ถึงเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ฆาตกรรมได้? ตัวหนังแสดงให้เห็นถึงความทรงจำของยุคสมัยผ่านเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องที่ฮวาซ็อง ด้านของ Parasite เองก็มีชื่อเรื่องที่เสียดสีเย้ยหยันในลักษณะคล้ายๆ กัน

 

 

@@ คุณจัดประเภทหนังเรื่อง Parasite ไว้ว่าเป็นหนังประเภทไหน

          เป็นหนังดราม่าชีวิตคนครับ แต่เล่าถึงยุคร่วมสมัย แม้พล็อตเรื่องจะมาพร้อมเหตุการณ์และสถานการณ์ที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้จริงบนโลก อาจมองได้เหมือนกันว่ามันคือเหตุการณ์จริงเลย ตามข่าวหรือเรื่องในสื่อออนไลน์ แล้วเราเอามาทำเป็นหนังจอใหญ่ ดังนั้นมันจะมีเซนส์ของความสมจริง แต่ถ้ามีคนเรียกว่าเป็นหนังอาชญากรรม-ครอบครัว หนังตลก หนังดราม่าเศร้าสร้อย หรือหนังระทึกขวัญสั่นประสาท ผมก็ไม่ว่าอะไร ผมพยายามมากเพื่อพลิกแพลงความคาดหวังของคนดู และผมหวังว่าใน Parasite ผมจะทำสำเร็จ

 

 

@@ ครอบครัวที่เป็นจุดศูนย์กลางของ Parasite คือใครกัน

          พวกเขาเป็นครอบครัวชนชั้นล่างอาศัยอยู่ในชั้นใต้ดินของอพาร์ตเมนต์ คาดหวังว่าอยากมีชีวิตที่ดี ไมได้ต้องการอะไรเป็นพิเศษ แต่ขนาดหวังเพียงแค่นั้นมันยังเป็นจริงยาก คนพ่อล้มเหลวด้านธุรกิจมาหลายครั้ง คนแม่มีความสามารถด้านกีฬา ฝึกฝนมานานแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนลูกชายและลูกสาวก็สอบตกบ่อยจนเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้

          กลับกันกับครอบครัวคุณพัค เขาทำงานเป็น CEO ของบริษัทด้านไอที (ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของกลุ่มทุน Chaebol แต่อย่างใด) เป็นคนเก่งมีความสามารถ ร่ำรวย เขามีภรรยาสาวแสนสวย มีลูกสาวและลูกชายน่ารักกำลังอยู่ในวัยเรียน แต่คุณพัคเป็นพวกบ้างาน พวกเขาถูกมองว่าเป็นครอบครัวในอุดมคติท่ามกลางบรรดากลุ่มชนชั้นสูงในสังคมทั้งหมด

 

@@ คุณเอาเหตุผลอะไรมาใช้คัดเลือกนักแสดงในหนัง

          ในหนังเรื่องนี้ สำคัญมากที่ต้องรวมตัวนักแสดงที่สามารถเล่นด้วยกันอย่างเข้าขา เป็นทีมที่เปี่ยมประสิทธิภาพแบบทีมฟุตบอล พวกเขาต้องทำให้เห็นภาพของความเป็นครอบครัวเดียวกันได้ตั้งแต่แรกเห็น ผมต้องคิดหนักมากครับ คนแรกที่ผมเลือกคือ ซงคังโฮ จากนั้นผมถ่าย Okja แล้วได้ร่วมงานกับ ชเววูชิก ผมว่าน่าจะดีเหมือนกันถ้าให้เขามาเล่นเป็นลูกของ ซงคังโฮ แล้วก็ได้ พัคโซดัม มาเล่นเป็นน้องสาว เธอมีฝีมือการแสดงที่ดีมาก มีความโดดเด่น ทำให้เส้นแบ่งความจริงดูพร่าเลือน การได้พวกเขามาเล่นสำคัญมากเพราะพวกเขาต้องอยู่ด้วยกันแล้วทำให้รู้สึกว่าเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ ส่วนนักแสดงสาว จางฮเยจิน ผมชอบความเข้าใจของเธอและการแสดงออกถึงความแข็งแกร่งของเธอในหนังเรื่อง The World of Us ผมเลยเลือกเธอให้มารับบทเป็นภรรยาของ ซงคังโฮ

 

 

          ส่วนครอบครัวตระกูลพัคนั้น ผมไม่อยากสร้างภาพคลิเช่ให้เป็นครอบครัวชนชั้นนำแบบที่เราเห็นกันตามละครโทรทัศน์ ผมจะเลือกนักแสดงจากภาพลักษณ์ภูมิฐานที่ดี ผมประทับใจเสน่ห์หลากหลายแง่มุมของ อีซอนกยุน มาตลอด เลยเลือกเขามารับบทเป็นคุณพัค ส่วน โจยอจอง เธอทำให้ผมนึกถึงเพชรในตมที่ยังไม่ได้เจียระไน ผมเลยเลือกเธอเพราะหวังอยากเห็นเธอเปิดเผยความงดงามในส่วนลึกออกมา แม้สักเสี้ยวหนึ่งก็ยังดี นี่ไม่ใช่หนังที่มีตัวละครเอกเพียงตัวเดียว เพราะฉะนั้นการแสดงของทุกคนที่ต้องรับส่งกันอย่างเข้าขาจึงสำคัญอย่างยิ่ง ท้ายที่สุด ผมอยากขอบคุณพวกเขาจริงๆ ที่สวมบทบาทได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นทีมฟุตบอลที่ดีมากครับ

 

 

@@ ภาพของสังคมในปัจจุบันที่คุณต้องการนำเสนอคือภาพแบบไหน

          ผมคิดว่าวิธีหนึ่งที่จะแสดงภาพของชนชั้น และความไม่เท่าเทียมในสังคมได้คือทำออกมาเป็นหนังตลกปนเศร้า เราอยู่ในยุคสมัยที่ทุนนิยมเรืองรองและไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เพียงแค่ในเกาหลี แต่ทั่วทั้งโลกต่างเจอปัญหานี้ ไม่สามารถเพิกเฉยต่อระบบทุนนิยมได้ ในโลกแห่งความเป็นจริง วิถีชีวิตของครอบครัวตกอับแบบตัวละคร 4 คนในเรื่อง และครอบครัวตระกูลพัค ไม่น่ามีวันจะได้มาเจอกัน ตัวอย่างเดียวเท่านั้นที่จะนำพาทั้ง 2 ชนชั้นมาเจอกันได้คือมีการจ้างงาน เช่น ให้มาเป็นติวเตอร์ หรือจ้างเป็นคนใช้ในบ้าน กรณีแบบนั้นเกิดขึ้นแล้วจะทำให้ทั้ง 2 ชนชั้นใกล้ชิดกันมากพอจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย ในหนังเรื่องนี้แม้จะไม่มีฝ่ายใดคิดร้ายต่อกัน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต่างถูกดึงให้เข้ามาอยู่ในสถานการณ์ที่ความผิดพลาดเพียงนิดเดียว สามารถนำไปสู่ความแตกแยกและแตกหักได้

          ในสังคมทุนนิยมทุกวันนี้มีชนชั้นและวรรณะซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นปล่อยปละละเลย และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับลำดับชั้นทางสังคมที่ตกทอดมาตั้งแต่ในอดีต แต่ความจริงคือมันมีเส้นแบ่งทางชนชั้นที่ไม่สามารถข้ามได้ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นรอยแยกดังกล่าวที่ปรากฏขึ้นระหว่างชนชั้น เป็นปัญหาซึ่งกันและกัน และยิ่งห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมทุกวันนี้

 

 

 

@@ คุณหวังว่าคนดูจะได้อะไรกลับไปจากหนังเรื่องนี้

            ผมหวังว่าจะทำให้คนดูได้ครุ่นคิดถึงหนังเรื่องนี้ ทั้งในส่วนที่ตลก น่ากลัว และเศร้า และถ้าหากทำให้คนดูมานั่งล้อมวงพูดคุยแชร์เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับหนังขณะรับชมได้ แค่นั้นก็พอแล้วครับ

 

Shares :
เปิดอ่าน 13,330 ครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกัน ไลน์@komchadluek ที่นี่

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ