royal coronation
วันที่ 21 กันยายน 2562
กีฬา

เจาะลึก 4 ทีมสุดท้ายศึกโคปา อเมริกา 2019

วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 - 17:45 น.
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปอเมริกาใต้ 2019,โคปา อเมริกา,บราซิล,อาร์เจนตินา,ชิลี,เปรู
Shares :

เข้าสู่รอบรองชนะเลิศกันแล้วสำหรับฟุตบอลชิงแชมป์แห่งทวีปอเมริกาใต้ 2019 (โคปา อเมริกา) ซึ่งเรียกได้ว่ามีครบทุกรสชาติ

     จนสุดท้ายได้ 4 ทีมที่ตีตั๋วไปรอบตัดเชือก นั่นก็คือ บราซิล (เจ้าภาพ), อาร์เจนตินา, ชิลี และเปรู
     สำหรับแต่ละทีมที่เข้ามานั้น ก็เรียกได้ว่ามีดีกรี และความสามารถที่เหมาะสมกับการเหลือเป็นไฟนอลส์โฟร์ของทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว ที่ได้รับการจับตามองจากแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะคู่บิ๊กแมตท์ประจำรอบอย่าง บราซิล ที่จะพบกับอาร์เจนตินา คู่ปรับตลอดกาลในวันที่ 3 ก.ค. ส่วนอีกคู่เป็นการปะทะกันของ ชิลี กับเปรู วันที่ 4 ก.ค.ตามเวลาประเทศไทย
      เป็นเหตุให้ทีมข่าวกีฬา “คม ชัด ลึก” ได้วิเคราะห์ถึงเส้นทางในรอบที่ผ่านมา, จุดแข็ง และจุดอ่อน ของทั้ง 4 ชาติดังกล่าวก่อนรอบรองชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น

บราซิล

     เส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศ : สำหรับทัพ “แซมบา” ถูกจับให้อยู่ในกลุ่มเอ ของรอบแบ่งกลุ่ม ร่วมกับ โบลิเวีย เวเนซูเอลา และเปรู ซึ่งพวกเขาก็โชว์ฟอร์มได้อย่างสวยหรูด้วยการผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการมี 7 คะแนน หลังเอาชนะโบลิเวีย 3-0, เสมอ เวเนซูเอลา 0-0 และชนะ เปรู 5-0
     ส่วนในรอบน็อกเอาท์พวกเขาโคจรมาดวลกับ ปารากวัย อันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากกลุ่มบี โดยผลปรากฏว่า “เซเลเซา” ไม่สามารถเจาะประตูคู่แข่งได้ในเวลาปกติ 90 นาที ทำให้ต้องไปวัดทีมเข้ารอบด้วยการยิงจุดโทษตัดสิน ก่อนเป็น บราซิล ที่เฉียบคมกว่า เอาชนะไป 4-3 ผ่านเข้ารอบตัดเชือกได้ตามคาด
     จุดแข็ง : บราซิล เป็นทีมที่มีเกมรุกที่ยอดเยี่ยม โดยในทัวร์นาเมนต์นี้พวกเขาทำไปแล้ว 8 ประตูซึ่งมากที่สุดในทุกทีมที่เข้าแข่งขัน จากการนำของบรรดาผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ ทั้ง โรแบร์โต ฟีร์มีโน, ฟิลิปเป คูตินโญ, กาเบรียล เฆซุส และเอแวร์ตอน โดยเฉพาะ คูตินโญ ที่ยิงไปแล้ว 2 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ พร้อมเป็นศูนย์กลางของทีมแบบเต็มตัวในขณะนี้ ส่วนเกมรับ บราซิล ก็ทำได้สุดยอด หลังเป็นทีมเดียวที่ยังไม่เสียประตูในเวลาปกติ และยังอยู่ในการแข่งขัน (ส่วนอีกทีมที่ยังไม่เสียประตูในเวลาปกติ คือ โคลอมเบีย แต่ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแล้ว)
     จุดอ่อน : ปัญหาของ บราซิล ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่ผ่านมา คือ การขาดความเฉียบคม โดยในทุกๆเกมพวกเขาจะมีเปอร์เซนต์การครองบอล รวมถึงโอกาสจบสกอร์ที่มากกว่าคู่แข่ง ทว่ากลับไม่ได้ผลการแข่งขันที่ตั้งใจ ยกตัวอย่างเช่นในเกมที่พวกเขา เสมอ ปารากวัย 0-0 “เซเลเซา” ครองบอลได้มากถึง 70 เปอร์เซนต์ และมีโอกาสทำประตู 18 ครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้ ส่งผลให้ ติเต เฮดโค้ชคนเก่งและลูกทีมต้องเร่งแก้ปัญหาดังกล่าวโดยด่วน เพราะในรอบต่อไป การยิงได้เพียง 1 ประตูอาจจะเป็นการตัดสินชะตาชีวิตของพวกเขา

อาร์เจนตินา

     เส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศ : โดยทีม “ฟ้าขาว” ภายใต้การนำทัพของ ลีโอเนล สกาโลนี ออกสตาร์ททัวร์นาเมนต์ได้ไม่สวยนักในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มบี หลังเกมแรกพ่ายต่อ โคลอมเบีย 0-2, ก่อนเสมอกับ ปารากวัย 0-0 ทำให้ในนัดสุดท้ายที่พบกับ กาตาร์ พวกเขาจำเป็นต้องเอาชนะให้ได้เท่านั้น เพื่อโอกาสในการเข้ารอบต่อไป ซึ่งผลปรากฏว่า อาร์เจนตินา ยังเอาตัวรอดได้สำเร็จ หลังอัดตัวแทนจากทวีปเอเชียไป 2-0 ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในฐานะอันดับ 2 ของกลุ่ม จากการมี 4 คะแนนจาก 2 นัด
     โดยในรอบน็อกเอาท์แชมป์โคปา อเมริกา 14 สมัย พบกับ เวเนซูเอลา อันดับ 2 จากกลุ่มเอ และพวกเขาก็เอาชนะไปได้ตามคาด 2-0 จากประตูของ เลาตาโร มาร์ติเนซ และโจวานนี โล เซลโซ ตีตั๋วเข้ารอบตัดเชือก
     จุดแข็ง : แน่นอนว่า อาร์เจนตินา ชุดนี้อุดมไปด้วยสตาร์ในเกมรุก ทั้ง ลีโอเนล เมสซี, เซร์คิโอ อเกวโร, อังเคล ดิ มาเรีย และเลาตาโร มาร์ติเนซ ซึ่งถือว่ามีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยถึงแม้ว่าใน 2 นัดแรกพวกเขาอาจจะยังไม่สามารถโชว์ฟอร์มการเล่นที่ดีออกมาได้ ทว่าใน 2 เกมหลังนั้น “ฟ้าขาว” ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าผู้เล่นในเกมรุกของพวกเขาสามารถสร้างความแตกต่างให้กับทีมได้ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นตัวจริง หรือตัวสำรอง จากสถิติยิง 4 ประตูจาก 2 เกม
     จุดอ่อน : แม้ในช่วงหลัง อาร์เจนตินา จะได้รับผลการแข่งขันที่น่าพอใจ แต่ยังมีบางสิ่งที่น่าเป็นกังวล นั่นก็คือ การที่ ลีโอเนล เมสซี ดาวเตะตัวความหวังไม่สามารถระเบิดฟอร์มออกมาได้เท่าที่ควร หลังเพิ่งทำไปเพียง 1 ประตูเท่านั้น ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าผลงานของเขาต่ำกว่ามาตรฐาน และทำให้ทรงบอลของทัพ “ฟ้าขาว” ไม่สวยงามนัก โดยเฉพาะการประสานงานในแดนหน้าที่ดูติดขัดเวลาจะขึ้นเกมรุก ซึ่งถ้า เมสซี ยังทำผลงานเหมือนกับรอบที่ผ่านมา ต้องเป็นงานหนักของพวกเขาอย่างแน่นอนในการพบกับ บราซิล ทีมเต็งหนึ่ง


 

ชิลี

     เส้นทางสู่รอบรองชนะเลิศ : ชิลี เป็นอีกหนึ่งทีมที่ได้รับการจับตามองในศึกโคปา อเมริกา ครั้งนี้ เหตุมีดีกรีเป็นแชมป์เก่าเมื่อปี 2016 และพวกเขาก็เริ่มต้นได้สวย หลังเก็บชัยใน 2 เกมแรกในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มซี ด้วยการชนะ ญี่ปุ่น 4-0 และเฉือน เอกวาดอร์ 1-0 ก่อนในเกมสุดท้ายจะมาพ่ายเป็นนัดแรกของทัวร์นาเมนต์ต่อ อุรุกวัย 0-1 ถึงกระนั้นแชมป์ 7 สมัยยังผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ด้วยการมี 6 คะแนนจาก 3 นัดด้วยการเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ทำให้ ชิลี ต้องโคจรมาพบกับศึกหนักอย่าง โคลอมเบีย ทีมฟอร์มแรงที่ชนะมา 3 เกมรวดในรอบแบ่งกลุ่ม รวมถึงยังไม่เสียประตูให้ทีมใด
ถึงกระนั้นในแมตช์ดังกล่าว ชิลี โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการครองบอล และเปิดเกมบุกได้มากกว่า โคลอมเบีย ตลอด 90 นาที ทว่าสุดท้ายทั้ง 2 ทีมเจาะประตูกันไม่ได้ และต้องไปตัดสินทีมเข้ารอบจากการดวลจุดโทษ ซึ่งสุดท้ายเป็น ชิลี ที่มีความนิ่งในการยิงโดยซัดเข้าหมด 5 คน ขณะที่ โคลอมเบีย ยิงเข้า 4 คน ทำให้ผ่านเข้ารอบตัดเชือกไปด้วยสกอร์รวม 5-4 พร้อมยังมีลุ้นป้องกันแชมป์ต่อไป
     จุดแข็ง : โดยจุดเด่นของ ชิลี ชุดนี้คือความสามัคคี และเข้าใจในแผนการเล่นของทีมเป็นอย่างดี เนื่องจากหลายคนลงเล่นด้วยกันมาอย่างยาวนาน นำทัพโดย อาร์ตูโร วิดัล และอเล็กซิช ซานเชซ ซึ่งพวกเขากลับไม่สตาร์คนใดคนหนึ่งเพราะผู้เล่น 11 คนในสนามมีความสำคัญทั้งหมด ทำให้ตั้งแต่กองหลัง, กองกลาง และกองหน้า มีความแข็งแกร่งทั่วแผ่น นอกจากนั้นแชมป์โคปา อเมริกา 7 สมัย ยังมีประสบการณ์ในรายการใหญ่อย่างโชกโชน ทำให้ความกดดันแทบจะไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาแม้ว่าอยู่ในรอบลึกๆก็ตาม ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการเล่นฟุตบอลแบบทัวร์นาเมนต์
     จุดอ่อน : สำหรับข้อเสียสำคัญของ ชิลี คือสไตล์ฟุตบอลที่เน้นการปะทะ และเข้าบอลแบบถึงลูกถึงคน ซึ่งทำให้พวกเขาโดนใบเหลืองไปแล้วถึง 7 ใบ ซึ่งหากมีบางจังหวะที่เล่นหนักเกินไป และพลาดโดนใบแดง ก็จะทำให้ทีมเสียเปรียบได้

เปรู

     เส้นทางเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ : หากเทียบชื่อชั้นกับอีก 3 ทีม เปรู ถือว่ายังห่างอยู่หลายช่วงตัวทั้งเรื่องฝีเท้านักเตะ และความสำเร็จที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์รายการนี้หลังคว้าแชมป์ไป 2 สมัย (1939, 1975) ทำให้พวกเขาถูกมองว่าเป็นเพียงไม้ประดับของทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวเท่านั้น
     โดยในรอบแบ่งกลุ่ม เปรู เกือบจะไม่ได้ผ่านเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังเก็บไป 4 คะแนนจาก 3 เกม เสมอ เวเนซูเอลา 0-0, ชนะ โบลีเวีย 3-1 และแพ้บราซิล 0-5 ทว่ายังโชคดีที่สุดท้ายแล้วพวกเขาเป็นทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุดจากทั้ง 3 กลุ่ม ส่งผลให้ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์สำเร็จ
     ถึงกระนั้นการที่ต้องเจอกับ อุรุกวัย จ่าฝูงกลุ่มซี ถือเป็นงานหนักสำหรับลูกทีมของ ริคาร์โด การ์เรกา เนื่องจากเป็นรองในทุกด้าน ซึ่งหลายคนมองว่านี่อาจเป็นเกมสุดท้ายในศึกโคปา อเมริกา ครั้งนี้
      อย่างไรก็ตามด้วยแผนการเล่นที่มีระเบียบวินัย โดยเฉพาะเกมรับ รวมถึงการที่ “จอมโหด” โดน วีเออาร์ ปฏิเสธประตูไปถึง 3 ครั้ง ทำให้จบเกมในเวลาปกติด้วยการเสมอกันไป 0-0 และเป็นคู่ที่สามของรอบ 8 ทีมที่ต้องดวลจุดโทษตัดสินผู้ชนะ
      ผลปรากฏว่า เปรู ยิงเข้าหมดทั้ง 5 คน ขณะที่ อุรุกวัย ยิงเข้า 4 คน ส่งผลให้ เปรู หักปากกาเซียนเขี่ยแชมป์ 15 สมัย ตกรอบ พร้อมผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้แบบพลิกความคาดหมาย
     จุดแข็ง : สำหรับ เปรู ชุดนี้มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องการเล่นเกมรับ แม้ในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาจะโดน บราซิล ถล่มมา 0-5 แต่ในเกมอื่นๆ เปรู ถือเป็นอีกทีมที่เสียประตูยาก ซึ่ง หลุยส์ อับราม และคาร์ลอส ซัมบราโน 2 คู่เซ็นเตอร์ถือเป็นคีย์แมนสำคัญ ที่ช่วยให้ทีมผ่านเข้ามาถึงจุดนี้ได้
     จุดอ่อน : เกมรุกคือปัญหาใหญ่ที่ เปรู ต้องแก้ไข เหตุพวกเขาพึ่งพา คริสเตียน คูเอวา กับเปาโล เกร์เรโร มากเกินไป โดยเฉพาะรายหลังที่มีอายุ 35 ปีแล้ว ทำให้อาจจะยืนระยะไม่ไหวหากมีหากมีการต่อเวลาพิเศษ เป็นเหตุให้แนวรุกรายอื่นๆ ต้องเร่งฟอร์มขึ้นมาเพื่อช่วยทีมผลิตสกอร์

     และนี่คือ 4 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโคปา อเมริกา 2019 ซึ่งแต่ละทีมก็มีจุดแข่ง และจุดอ่อนแตกต่างกันไป ซึ่งต้องมาติดตามกันว่าสุดท้ายแล้วทีมใดจะสามารถครองบัลลังก์แชมป์ในปีนี้ไปครอง 

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ