royal coronation
วันที่ 21 กันยายน 2562
กีฬา

10 แข้งลุ้นชิงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2019

วันที่ 2 สิงหาคม 2562 - 18:15 น.
10 แข้งลุ้นชิงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมฟีฟ่า 2019,คริสเตียโน โรนัลโด,เอแดน อาซาร์,แฮร์รี เคน,เฟรงกี เดอ ยอง,มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์,ซาดิโอ มาเน,คีลิยัน เอมบัปเป,ลีโอเนล เมสซี,โมฮาเหม็ด ซาลาห์,เฟอร์กิล ฟาน ไดค์
Shares :

ประกาศออกมาเป็นที่เรียบร้อยสำหรับรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมประจำปี 2019 หรือ "เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า เมนส์ เพลเยอร์"

     สำหรับรางวัลดังกล่าว จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน นับตั้งแต่นิตยสาร “ฟรองซ์ ฟุตบอล” ตัดสินใจแยกกลับไปจัดรางวัลบัลลงดอร์ (รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป) ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้มีการประกาศ 10 ลิสต์นักเตะที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออกมาเป็นที่เรียบร้อย

     โดยทั้ง 10 แข้งที่อยู่ในลิสต์ลุ้นรางวัลนั้น ถือเป็นผู้เล่นที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละคนนั้นก็มีจุดเด่น รวมถึงสถิติใดที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป ดังนี้

1.คริสเตียโน โรนัลโด
    ดาวเตะวัย 34 ปี ตัดสินใจย้ายจาก เรอัล มาดริด ไปอยู่กับ ยูเวนตุส เมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังประสบความสำเร็จกับ “ราชันชุดขาว” มาแล้วมากมายตลอด 9 ปีที่อยู่ในถิ่น ซานติอาร์โก เบร์นาเบว โดยเฉพาะการคว้าแชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยติดต่อกัน
    โดยการย้ายไปอยู่กับ “ม้าลาย” ในครั้งนี้ เจ้าตัวมีภารกิจสำคัญ นั่นก็คือ การพาทีมซิวถ้วย “บิ๊กเอียร์” มาครองให้ได้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำไม่สำเร็จเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เขาถือว่าเป็นคีย์แมนสำคัญที่ช่วยให้ “เบียงโคเนรี” คว้าดับเบิลแชมป์ ทั้ง กัลโช เซเรีย อา และซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา จากการทำไปถึง 28 ประตูจากการลงสนาม 43 นัดรวมทุกรายการ เรียกได้ว่าเป็นการประเดิมค้าแข้งในอิตาลีที่น่าประทับใจ
    ขณะที่กับทีมชาติโปรตุเกส โรนัลโด ก็พาทัพ “ฝอยทอง” คว้าแชมป์ในรายการเมเจอร์อย่าง ยูฟ่า เนชันส์ ลีก

2.เฟรงกี เดอ ยอง
    มิดฟิลด์รายนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในแข้งดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดของโลกเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา หลังทำผลงานได้อย่างโดดเด่นกับทั้ง อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม รวมถึงทีมชาติฮอลแลนด์
    สำหรับกองกลางวัย 22 ปี คือจอมทัพในแผงกลางของ อาแจกซ์ อย่างแท้จริง เพราะเข้ามีส่วนสำคัญกับทั้งการครองบอล, การเดินเกมรุก รวมถึงการช่วยเล่นเกมรับ จนทำให้ทีมคว้าดับเบิลแชมป์ในประเทศ ทั้ง เอเรเดวิซี ลีก และดัตช์ คัพ
    ด้วยฟอร์มดังกล่าวทำให้เจ้าตัวได้รับความสนใจจากหลายบิ๊กทีมในยุโรป แต่สุดท้ายเป็น บาร์เซโลนา ที่ทุ่มเงินกว่า 75 ล้านยูโร (ราว 2.5 พันล้านบาท) ในการเซ็นสัญญาคว้าเขาไปร่วมทีมตั้งแต่เดือน ม.ค.

3.มาต์ไตส์ เดอ ลิกท์
    ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม คว้าดับเบิลแแชมป์ในประเทศ รวมถึงสร้าสถิติเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่แล้วได้นั้น ส่วนหนึ่งมากจากฟอร์มการเล่นที่น่าประทับใจของ เดอ ลิกท์ ที่รับหน้าที่กัปตันทีมด้วยวัยเพียง 19 ปีเท่านั้น
    แข็งแกร่ง, รวดเร็ว และแม่นยำ คือคำนิยามของปราการหลังผู้นี้ ซึ่งหลายคนมองว่าเจ้าตัวจะขึ้นมาเป็นแข้งระดับโลกได้ในไม่ช้านี้ หลังพิสูจน์ตัวเองในระดับสโมสร และทีมชาติได้แล้วในระดับหนึ่ง
    และในซีซั่นที่กำลังจะมาถึง เดอ ลิกท์ กำลังจะได้พบกับความท้าทายครั้งสำคัญในอาชีพการค้าแข้งด้วยการย้ายไปอยู่กับ ยูเวนตุส ยอดทีมของอิตาลี

4.เอแดน อาซาร์
    หากจะพูดถึงแนวรุกในตำแหน่งปีกซ้ายที่ดีที่สุดในโลกของปัจจุบัน จะต้องมีชื่อของ อาซาร์ ติดโผอย่างแน่นอน ด้วยผลงานที่สม่ำเสมอทั้งกับ เชลซี และทีมชาติเบลเยียม
     โดยเฉพาะกับทีม “สิงห์บลูส์” ซึ่งนับตั้งแต่เขาย้ายมาอยู่ในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อซีซั่น 2012 อาซาร์ ก็กลายเป็นหัวใจในเกมรุกของทีมในทันที และกลายเป็นดาวเตะที่จะขาดไม่ได้
เช่นเดียวกับฤดูกาลที่ผ่านมาที่ดาวเตะวัย 28 ปี คือสตาร์ที่เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของทีมหลังทำไป 21 ประตูจากการลงสนาม 52 นัด และพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
    อย่างไรก็ตามหลังจากอยู่กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” มากว่า 8 ปี อาซาร์ ได้ตัดสินใจย้ายไปหาความท้าทายใหม่ รวมถึงตามความฝันกับ เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวถึง 100 ล้านยูโร (ราว 3.34 พันล้านบาท) ในซีซั่นที่กำลังมาถึงนี้

5.แฮร์รี เคน
    กองหน้าของ ทอตแนม ฮอทสเปอร์ รายนี้ ผ่านอุปสรรคมากมายกว่าจะกลายมาเป็นหัวหอกเบอร์หนึ่งของ “ไก่เดือยทอง” ในขณะนี้ รวมถึงสวมปลอกแขนกัปตันทีมทั้งๆที่มีอายุเพียง 26 ปีเท่านั้น
    โดย เคน มีจุดเด่นในเรื่องของการทำประตูที่เฉียบคม ไม่ว่าจะเป็นจากเท้าซ้าย, เท้าขวา รวมถึงลูกโหม่ง ถึงกระนั้นในซีซั่นที่ผ่านมา แข้งทีมชาติอังฤษ ต้องเจอปัญหาการบาดเจ็บรบกวนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผลงานที่ไม่ดีนักเมื่อเทียบกับหลายฤดูกาลก่อนหน้านี้ แต่ 24 ประตูจาก 40 นัดรวมทุกรายการ พร้อมพาทีมเข้าชิงฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ถือเป็นฟอร์มที่ดีเมื่อเทียบกับผู้เล่นรายอื่นๆที่ต้องแบกรับความกดดันแบบเจ้าตัว

6.ซาดิโอ มาเน
   ถ้าจะพูดถึงนักเตะคนสำคัญที่ช่วยให้ ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก สมัยที่ 6 มาครอง พร้อมเกือบหยิบแชมป์ลีกได้ในรอบ 30 ปี เขาคนนั้นก็คือ มาเน
    สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากสตาร์ทีมชาติเซเนกัล คือคีย์แมนในเกมรุกที่แม้จริงของทีมหลังทำไป 26 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดรวมทุกรายการ โดยแบ่งเป็น 22 ประตูในพรีเมียร์ลีก ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวครองตำแหน่งดาวซัลโวร่วม รวมถึงอีก 4 ประตูในฟุตบอลยูซีแอล ซึ่งหนึ่งในนั้นมีลูกสำคัญที่เจ้าตัวซัดใส่ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย
    ไม่ใช่แค่เรื่องการทำประตูเท่านั้น เพราะแข้งวัย 27 ปี ยังมีสปีดที่รวดเร็ว รวมถึงทักษะเฉพาะตัวที่ส่งผลให้เกมรุกของ “หงส์แดง” อันตรายขึ้นหลายเท่าตัวเวลาที่เขาลงสนาม

7.คีลิยัน เอมบัปเป
    โดยก่อนหน้านี้คงไม่มีใครเชื่อว่าดาวเตะวัยเพียง 20 ปี รายหนึ่งจะมีค่าตัวมากกว่า 180 ล้านยูโร (ราว 6.02 ล้านบาท) ทว่าในปี 2017 เรื่องดังกล่าวก็ได้เกิดขึ้นหลัง ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ได้ปิดดีลด้วยเงินจำนวนนี้เพื่อดึงตัว คีลิยัน เอ็มบัปเป มาเสริมเกมรุก
    สำหรับ เอมบัปเป สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองมาตั้งแต่อยู่ โมนาโก หลังยิงไปถึง 16 ประตูจาก 41 นัดที่ลงสนามในทุกรายการซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอายุเพียง 18 ปีขณะนั้น 
    หลังย้ายมาอยู่กับ เปแอสเช เอ็มบัปเป ก็พัฒนาฝีเท้าได้อย่างก้าวกระโดดด้วยการลงเล่นประสานงานกับ 2 แข้งระดับโลกอย่าง เอดินสัน คาวานี และเนย์มาร์
     จนกระทั่งในฤดูกาลที่ผ่านมาซูเปอร์สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศส ขึ้นมาเป็นผู้เล่นแกนหลักของทีมแบบเต็มตัว หลังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของทีมในเกมรุกด้วยการทำไป 33 ประตูในลีก ครองตำแหน่งดาวซัลโว พร้อมช่วยให้ เปแอสเช ซิวแชมป์ลีกเอิง สมัยที่ 8 มาครองอีกด้วย

8.ลีโอเนล เมสซี
    “เขาคือผู้เล่นที่น่าเหลือเชื่อ ในความคิดของผมเขาคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์” ชาบี เอร์นันเดซ กล่าวถึงผู้เล่นรุ่นน้องรายนี้ที่เคยค้าแข้งด้วยกันที่ บาร์เซโลนา มาอย่างยาวนาน
    สตาร์ทีมชาติอาร์เจนตินา เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างของทีม “เจ้าบุญทุ่ม” นับตั้งแต่ที่เจ้าตัวถูกดันขึ้นมาจากทีมเยาวชนสู่ทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2004 โดยตลอด 15 ปี ที่ผ่านมา เมสซี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการกดไปถึง 419 ประตูจาก 452 นัด พร้อมคว้าแชมป์ร่วมกับทีมไปแล้วหลายรายการ ทั้ง ลาลีกา สเปน 10 สมัย, โกปา เดล เรย์ 6 สมัย และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัยด้วยกัน
    ถึงแม้ว่าอายุของเขาจะล่วงเลยไปถึง 32 ปีในปัจจุบัน แต่เรื่องฝีเท้า และสภาพร่างกายนั้น เมสซี ยังเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเช่นเดิม โดยในฤดูกาลที่แล้วเขายิงไปได้ถึง 51 ประตูจากการลงสนาม 50 นัดในทุกรายการ

9.โมฮาเหม็ด ซาลาห์
    เรียกได้ว่าเป็นดีลที่คุ้มค่าที่สุดของ ลิเวอร์พูล ในรอบหลายสิปปีหลังพวกเขายอมจ่ายเงิน 40 ล้านยูโร (ราว 1.33 พันล้านบาท) เพื่อเซ็นสัญญากับดาวเตะทีมชาติอียิปต์รายนี้มาร่วมทีม ซึ่งในปีแรก ซาลาห์ ที่แท้จริงแล้วเป็นผู้เล่นในตำแหน่งปีก กลับทำผลงานได้สุดยอด หลังผลิตสกอร์ได้ถึง 43 ลูกจาก 46 นัดรวมทุกรายการ รั้งอันดับ 2 นักเตะ ลิเวอร์พูล ที่ยิงประตูได้มากสุดต่อหนึ่งฤดูกาล
    อย่างไรก็ตามในฤดูกาลที่แล้ว ซาลาห์ มีฟอร์มการเล่นที่ตกลงไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการยิงประตูที่ไม่เฉียบคมเหมือนเดิม แต่จากสถิติพบว่าเจ้าตัวกดไปถึง 22 ประตูเท่ากับ มาเน เพื่อนร่วมสังกัด และปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง หัวหอก อาร์เซนอล ครองดาวซัลโวร่วมของฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
    ขณะที่ในฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซาลาห์ ทำไป 5 ประตู และหนึ่งในนั้นมีลูกสำคัญคือการยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำ สเปอร์ส 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ ก่อนสุดท้ายจะคว้าแชมป์สมัยที่ 6 มาครอง

10.เฟอร์กิล ฟาน ไดค์
    สำหรับสตาร์วัย 27 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ “หงส์แดง” นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่ในถิ่น แอนฟิลด์ ด้วยค่าตัว 79.7 ล้านยูโร (ราว 2.66 พันล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นสถิติโลกของกองหลังเมื่อเดือน ม.ค. ปี 2018       โดยเฉพาะในซีซั่นที่แล้วหลังเขาพาทีมเก็บคลีนชีต 17 นัด เสียเพียง 20 ประตู ส่วนสถิติส่วนตัวก็มีทั้งเข้าประทะสำเร็จ 71%, เคลียร์บอล 285 ครั้ง และดวลชนะคู่แข่ง 207 ครั้งตลอด 36 นัดที่ลงสนามในลีก
    ด้วยผลงานที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้เจ้าตัวได้รับคะแนนโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพให้คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) ประจำปี 2018-2019 ไปครองอย่างสมศักดิ์ศรี
    นอกจากนั้นจากกการเป็นทุกอย่างในเกมรับของ ลิเวอร์พูล และพิสูจน์ตัวเองแล้วด้วยการเป็นแกนหลักที่ช่วยให้ทีมผงาดหยิบแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง ได้นั้น ทำให้เขาได้รับการคาดหมายว่าคือตัวเต็งอันดับหนึ่งที่จะได้รางวัล เดอะ เบสต์ ฟีฟ่า เมนส์ เพลเยอร์ อีกด้วย

     ทั้งนี้สำหรับการคิดคะแนนของรางวัลดังกล่าวจะมาจากการโหวตของแฟนบอล 1 ใน 4 ขณะที่อีก 3 ส่วนนั้นมาจาก ผู้สื่อข่าว, ผู้จัดการทีมชาติ และกัปตันทีมชาติ โดยระยะเวลาในการโหวตคือระหว่างวันที่ 31 ก.ค. - 19 ส.ค. ก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลดังกล่าวในงานกาลาประจำปีของ ฟีฟา วันที่ 23 ก.ย. ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี
 

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ