royal coronation
วันที่ 21 กันยายน 2562
กีฬา

4 สิ่งที่ 'แลมพาร์ด' ควรทำก่อนเชลซีเปิดซีซั่น

วันที่ 6 สิงหาคม 2562 - 16:30 น.
แฟรงค์ แลมพาร์ด,เชลซี,กุนซือคนใหม่
Shares :

4 สิ่งที่ 'แลมพาร์ด' ควรทำก่อนเชลซีจะเปิดซีซั่นใหม่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้

     หลังจากออกจาก เชลซี ในฐานะนักเตะเมื่อปี 2014 แฟรงค์ แลมพาร์ด กลับสู่ถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ อีกครั้งในบทบาทใหม่ นั่นก็คือการเป็น “ผู้จัดการทีม” หลังเจ้าตัวทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับการเป็นกุนซือให้ ดาร์บี เคาน์ตี เมื่อซีซั่นที่แล้ว

     โดย แลมพาร์ด เข้ามาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ “สิงห์บลูส์” แทนที่ เมาริซิโอ ซาร์รี ที่ตัดสินใจย้ายกลับไปคุม ยูเวนตุส ทั้งๆที่เพิ่งย้ายมาอยู่ในอังกฤษเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่แล้ว และพาทีมประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ ยูโรปา ลีก รวมถึงจบในอันดับ 3 ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ
ไม่มีข้อสงสัยว่า แลมพาร์ด คือนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งซึ่งเคยค้าแข้งกับ เชลซี หลังลงสนามให้ “สิงโตน้ำเงินคราม” กว่า 66 เกมตลอด 13 ปี พร้อมช่วยทีมกวาดแชมป์มาครองมากมาย เช่น พรีเมียร์ลีก 3 สมัย และเอฟเอ คัพ 4 สมัย เป็นต้น

     ถึงกระนั้นการรับหน้าที่ผู้จัดการทีมของ เชลซี ดังกล่าว ถือเป็นความท้าทายอย่างใหญ่หลวงของเฮดโค้ชวัย 41 ปี รายนี้ ทั้งจากการที่เจ้าตัวยังไม่เคยมีประสบการณ์คุมทัพในลีกสูงสุดของแดนผู้ดี และรายการระดับทวีปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงการที่ทีมต้องเสีย เอแดน อาซาร์ สตาร์คนสำคัญที่ย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด อีกด้วย

     ทำให้ล่าสุดสื่อต่างประเทศ ได้ยก 4 สิ่งที่ แลมพาร์ด ควรทำโดยด่วนก่อนที่ฤดูกาล 2019-20 จะเริ่มต้นขึ้น

วาง “กองเต” ให้เล่นในตำแหน่งที่ถนัด

    สำหรับ เอนโกโล กองเต ถือเป็นนักเตะที่มีพัฒนาการมากที่สุดคนหนึ่งของศึกพรีเมียร์ลีก หลังมาอยู่กับ เลสเตอร์ ซิตี เมื่อปี 2015 และมีส่วนสำคัญที่ทำให้ “จิ้งจอกสยาม” คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรเมื่อซีซั่น 2015-16
    หลังจากนั้นเจ้าตัวได้ย้ายมาร่วมทีม เชลซี และระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการพา “สิงห์บลูส์” กลับมาคว้าแชมป์ลีกทันทีในซีซั่นต่อมา ขณะที่ กองเต เองก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพอังกฤษ (พีเอฟเอ) มาครองอีกด้วย
    ถึงกระนั้นในฤดูกาลที่แล้ว ซาร์รี กลับโยกแข้งทีมชาติฝรั่งเศสรายนี้จากมิดฟิลด์ตัวรับไปเป็นกองกลางตัวทำเกมแทน ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดแต่อย่างใด และส่งผลให้ผลงานโดยรวมของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ที่ตกลงไปแบบเห็นได้ชัด
    ทำให้ แลมพาร์ด ควรจะเข้ามาปรับเปลี่ยนตรงจุดนี้โดยใช้งาน กองเต ให้เล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับตามเดิมเพื่อผลักดันศักกยภาพของเจ้าตัวออกมา หรืออาจจะลองอะไรใหม่ๆที่คิดว่าดีที่สุดสำหรับการใช้งานดาวเตะวัย 28 ปีผู้นี้

เก็บ “ฮัดสัน-โอดอย” ไว้กับทีม

    คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ถือเป็นผู้เล่นจากอคาเดมีของ เชลซี ที่สามารถฉายแวว และถูกผลักดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ ซึ่งถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะมีอายุเพียง 18 ปี แต่เข้าได้แสดงศักยภาพ และฝีเท้าที่ดีเกินอายุ จนได้รับโอกาสให้ลงสนามกับทีมไปถึง 24 นัดรวมทุกรายการเมื่อฤดูกาลที่แล้ว
     โดยเฉพาะในศึกยูโรปา ลีก ที่ โอดอย ทำผลงานไว้น่าประทับใจจากการทำไป 4 ประตูกับ 2 แอสซิสต์จากการลงสนามเพียง 9 นัด และส่งผลให้ แกเรธ เซาธ์เกต เรียกตัวเขาไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
     อย่างไรก็ตามอนาคตของ โอดอย กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” นั้นยังไม่มีความชัดเจน เหตุเจ้าตัวยังไม่ยอมขยายสัญญาที่เหลืออีกเพียงปีเดียวออกไปแต่อย่างใด ท่ามกลางความสนใจจาก บาเยิร์น มิวนิค ที่เคยยื่นข้อเสนอเพื่อเซ็นสัญญากับดาวโรจน์ผู้นี้มาแล้วหลายครั้ง
     โดยเหตุผลหลักที่ปีกอนาคตไกลรายนี้ไม่ยอมต่อสัญญาที่เหลือถึงปี 2020 เนื่องจากเขาต้องการโอกาสลงสนามในทีมชุดใหญ่ให้มากกว่านี้ ซึ่งหาก แลมพาร์ด สามารถให้สัญญากับเจ้าตัวเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ เขาก็จะเก็บผู้เล่นพรสวรรค์สูงซึ่งถูกคาดหมายว่าจะสามารถแทนที่ อาซาร์ ซึ่งถือเป็นคีย์แมนของทีมตลอดหลายปีที่ผ่านมาเอาไว้กับทีมได้
     "ผมต้องการให้เขาอยู่ต่อไป ผมต้องการพัฒนาเขาในฐานะนักเตะ เขาสามารถแสดงสิ่งนั้นที่ เชลซี สโมสรที่เขาก้าวมาจากทีมเยาวชน ผมเชื่อว่าเขาจะเป็นนักเตะระดับโลกได้แน่นอน ผมไม่ได้จะบอกว่านี่คือควรเลือก แต่ด้วยทักษะของเขา เขาสามารถเป็นศูนย์กลางของทีมนี้และทีมชาติอังกฤษได้เลย" แลมพาร์ด กล่าวถึงลูกทีมดาวโรจน์รายนี้

เฟ้นหากองหน้าตัวเป้า

    อีกหนึ่งปัญหาที่ เชลซี ไม่สามารถแก้ไขได้ และเป็นหัวข้อให้ถกเถียงมาตลอดหลายปี นั่นก็คือ การที่พวกเขาไม่มีศูนย์หน้าที่ไว้ใจได้ นับตั้งแต่การย้ายทีมของ ดีเอโก คอสตา
     ถึงแม้ว่าจะมีหัวหอกหลายคนย้ายเข้ามาในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ทั้ง โอลิวิเยต์ ชิรูด์, อัลบาโร โมราตา รวมถึงกอนซาโล อิกวาอิน แต่ไม่มีแข้งคนใดเลยที่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น และช่วยทีมผลิตสกอร์แบบต่อเนื่อง จนสุดท้ายขณะนี้เหลือเพียง ชิรูด์ คนเดียวที่ยังอยู่กับ “สิงโตน้ำเงินคราม”
    เท่านั้นยังไม่พอ เพราะถึงแม้ว่า เชลซี จะอยากเสริมทัพในตำแหน่งดังกล่าวมากเพียงมด แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำได้เนื่องจากโดนสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ห้ามซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ เหตุทำผิดกฏเรื่องการซื้อขายนักเตะเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี
     ทว่าในข่าวร้ายยังมีข่าวดี เมื่อบรรดาผู้เล่นกองหน้าดาวรุ่งที่ถูกปล่อยยืมจะหวนกลับสู่ทีมอีกครั้งในฤดูกาลนี้ ทั้ง แทมมี อับราฮัม ที่ยิงไปถึง 25 ประตูให้กับ แอสตัน วิลลา รวมถึง มิตชี บัตชูอายี ศูนย์หน้าที่ไปชุบตัวมาใหม่กับ คริสตัล พาเลซ ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของ แลมพาร์ด ว่าจะให้ใครได้ลงเล่นในตำแหน่งตัวจริง และจะเหมาะสมกับแผนการเล่นที่เจ้าตัววางไว้ได้มากหรือน้อยเพียงใด


ให้โอกาสผู้เล่นดาวรุ่ง

    เป็นที่ทราบกันดีว่า เชลซี ไม่ค่อยนิยมใช้นักเตะดาวรุ่งมากนัก เหตุพวกเขาเป็นทีมที่ต้องการความสำเร็จแบบฉับพลัน จนกระทั่งมาสู่ยุคของ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย และรูเบน ลอฟตัส-ชีค ที่ทำผลงานได้โดดเด่น จนถูกดึงขึ้นมาให้เป็นกำลังหลักของทีมชุดใหญ่
    กระนั้นจากการที่ “สิงห์บลูส์” ถูกแบนจากตลาดนักเตะ ทำให้พวกเขาไม่มีตัวเลือกมานักในการเลือกใช้งานนักเตะ เพราะมีแข้งใหม่ที่เข้ามาสู่ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ในช่วงตลาดหน้าร้อนนี้ คือ คริสเตียน พูลิซิช แนวรุกทีมชาติสหรัฐจาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่เซ็นสัญญาล่วงหน้ามาก่อนหน้านี้แล้ว
    ทำให้ เชลซี ต้องหันมาใช้งานผู้เล่นดาวรุ่งในทีมให้มากขึ้น ซึ่งนักเตะในอคาเดมีของพวกเขาก็มีแข้งพรสวรรคืที่น่าจังตามองหลายราย ทั้ง เมสัน เมาท์ ที่ปล่อยให้ ดาร์บี ยืมตัวไปเมื่อซีซั่นที่แล้ว และโชว์ฟอร์มได้น่าประทับใจ รวมถึง ริชชี เจมส์ ฟูลแบ็คอนาคตไกล ที่ลงสนามให้กับ วีแกน แอธเลติก ถึง 45 นัดเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา
    โดย แลมพาร์ด มีจุดเด่นในเรื่องของการทำงานกับบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งอยู่แล้ว เพราะตอนที่เจ้าตัวอยู่กับ “แกะเขาเหล็ก” เขาก็สามารถดึงศักยภาพของผู้เล่นเหล่านี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้ง แฮร์รี วิลสัน, เมสัน เบนเนตต์ จนทีมเกือบได้เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ทำให้เชื่อว่าเขาจะทำได้ดีกับดาวรุ่งในทีม “สิงห์บลูส์” เช่นกัน

     และทั้ง 4 ข้อข้างต้นคือภารกิจหลักที่ แลมพาร์ด ที่ต้องทำก่อนฤดูกาลใหม่ที่ “สิงโตน้ำเงินคราม” ต้องทำศึกกว่า 4 รายการ ทั้ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟเอ คัพ, คาราบาว คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยให้ต้นสังกัดมีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นไม่มากก็น้อย

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ