royal coronation
วันที่ 21 กันยายน 2562
กีฬา

5 ทีมน่าจับตาฟุตบอลลีกยุโรปซีซั่นนี้

วันที่ 10 สิงหาคม 2562 - 14:45 น.
5 ทีมน่าจับตาฟุตบอลลีกยุโรป,โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์,เวสต์แฮม ยูไนเต็ด,อินเตอร์ มิลาน,แอตเลติโก มาดริด,ยูเวนตุส
Shares :

5 ทีมน่าจับตาฟุตบอลลีกยุโรปซีซั่นนี้

     ในทุกๆช่วงซัมเมอร์ หลายสโมสรมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อทำให้ทีมของตนพัฒนาขึ้น เช่นการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ หรือการเสริมทัพด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล จนส่งผลให้พวกเขากลายเป็นทีมที่น่าสนใจในซีซั่นที่กำลังมาถึง

     เช่นเดียวกับหน้าร้อนนี้ ซึ่งมีหลายทีมที่แปลงโฉมแบบขนานใหญ่ หลังเมื่อฤดูกาลที่แล้วมีผลงานที่ไม่ดีเท่าที่ควร หรือไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้ จนทำให้พวกเขาถูกมองว่าจะเป็นตัวเต็งในลีกนั้นๆ หรือเป็นทีมม้ามืดที่สร้างมาตรฐานให้ทีมตัวเองได้ดีกว่าเดิม ซึ่งล่าสุด “ฟอกซ์ สปอร์ตส” สื่อกีฬาชื่อก้องได้ลิสต์ 5 ทีมที่น่าจับตาสำหรับฟุตบอลลีกยุโรปฤดูกาลนี้จากองค์ประกอบหลายๆด้าน

5.โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (บุนเดสลีกา เยอรมนี)

    เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ดอร์ทมุนด์ ใกล้เคียงมากที่จะหยิบแชมป์บุนเดสลีกามาครอง หลังจากเคยประสบความสำเร็จในรายการล่าสุดเมื่อ 7 ปีก่อน
     ทว่าจากปัญหาที่นักเตะหลักหลายคน เช่น ปาโก อัลคาเซร์ และมาร์โก รอยส์ มีปัญหาอาการบาดเจ็บ ทำให้ในช่วงท้ายซีซั่นพวกเขาสะดุดเสมอ และแพ้หลายต่อหลายนัดจนสุดท้ายแล้วถูก บาเยิร์น มิวนิค แซงคว้าแชมป์ไปครองแบบน่าเจ็บใจด้วยการมีคะแนนมากกว่าเพียง 2 แต้ม
     โดยจุดอ่อนที่ชัดเจนของ “เสือเหลือง” เมื่อฤดูกาลที่แล้ว นั่นก็คือ เกมรับ หลังเสียไปถึง 44 ประตู ซึ่งมากกว่า “เสือใต้” ถึง 12 ลูกรวมถึงมากกว่า แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมอันดับ 3 ถึง 15 ลูกเลยทีเดียว
     เป็นเหตุให้ ลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือ เรียกร้องไปยังบอร์ดบริหารเพื่อเสริมทีมแบบชุดใหญ่ในตลาดนักเตะซัมเมอร์นี้ ประกอบด้วย นิโก ชูลส์ ฟูลแบ็คจาก ฮอฟเฟนไฮม์ และมัตต์ ฮุมเมลส์ อดีตปราการหลังจอมเก๋าที่หวนกลับมาอยู่กับทีมเป็นครั้งที่ 2 จาก บาเยิร์น มิวนิค เพื่อขันปัญหาในแนวรับ
     นอกจากผู้เล่นในเกมรับแล้ว ดอร์ทมุนด์ ยังเสริมแกร่งในเกมรุกเพิ่มเติมหลังเซ็นสัญญากับ ยูเลียน บรันด์ท ปีกจาก เลเวอร์คูเซน และธอร์กกอง อาซาร์ แนวรุกจาก โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค ภายใต้งบประมาณทั้งหมดกว่า 113.7 ล้านปอนด์ (ราว 4.16 พันล้านบาท)
      ขณะที่บรรดาดาวเตะคีย์แมนของทีม ทั้ง อักเซล วิตเซล, เจดอน ซานโช, มาร์โก รอยส์ และปาโก อัลคาเซร์ ก็ยังคงอยู่กับทีม ทำให้สื่อหลายสำนักมองว่าด้วยทัพนักเตะที่มีอยู่ ดอร์ทมุนด์ จะขึ้นมาชิงชัยกับ บาเยิร์น มิวนิค ในลีกสูงสุดของเมืองเบียร์ได้อย่างสูสีแน่นอน

4.เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)

    สำหรับ เวสต์แฮม ภายใต้การคุมทีมของ มานูเอล เปเยกรินี ซึ่งเข้ามาทำงานในถิ่น ลอนดอน สเตเดี้ยม เป็นปีแรก จบซีซั่นด้วยอันดับ 10 อย่างน่าพอใจ เหตุพวกเขามีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลาจนส่งผลกระทบเรื่องฟอร์มการเล่น และระบบทีมเป็นอย่างมาก ทว่าพวกเขาก็ยังสามารถล้มบิ๊กทีม ทั้ง ทอตแนม ฮอทสเปอร์, อาร์เซนอล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงได้ในเกมลีกทำให้ในช่วงซัมเมอร์นี้ “ขุนค้อน” ต้องการเสริมทัพอย่างเร่งด่วน เพื่ออุดช่องโหว๋ ซึ่งพวกเขาก็สามารถเซ็นสัญญากับผู้เล่นที่น่าจับตาได้หลายรายเพื่อเป้าหมายในกการแย่งชิงพื้นที่ไปเล่นในฟุตบอลยูโรปา ลีก ทั้ง ปาโบล ฟอร์นาลส์ กองกลางตัวรุกของ บียาร์เรอัล ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมชาติสเปน คว้าแชมป์ยูโรยู-21 มาครอง ด้วยค่าตัว 24 ล้านปอนด์ (ราว 879 ล้านบาท)
     นอกจากนั้นแล้วทีมดังแห่งกรุงลอนดอน ยังทุบสถิติสโมสรด้วยการเซ็นสัญญากับ เซบาสเตียน ฮาลเลอร์ กองหน้าจาก ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต มาร่วมทีมด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์ (ราว 1.46 พันล้านบาท) หลังผู้เล่นรายนี้ทำผลงานกับ “ทัพอินทรีแดงดำ” ได้อย่างโดดเด่น ด้วยการทำไปได้ 20 ประตู กับ 12 แอสซิสต์ จาก 41 เกมเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวจะเข้ามาแทนที่ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ที่ย้ายไปค้าแข้งกับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี
      ด้วยนักเตะใหม่ บวกกับผู้เล่นเก่าซึ่งถือเป็นแข้งพรสวรรค์ทั้ง ดีแคลน ไรซ์, ฟิลิปเป แอนเดอร์สัน และมานูเอล ลานซีนี ทำให้ เวสต์แฮม จะเป็นทีมที่มองข้ามไม่ได้อย่างแน่นอนในลีกสูงสุดของแดนผู้ดีฤดูกาลนี้

3.อินเตอร์ มิลาน (กัลโช เซเรีย อา อิตาลี)

    อินเตอร์ มิลาน ไม่สามารถคว้าแชมป์ในรายการใหญ่ใดๆได้เลยมานานกว่า 8 ปี ทั้งๆที่มีการลงทุนเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมหลายราย เพื่อที่จะกลับไปเป็นบิ๊กทีมของทวีปยุโรปเหมือนในสมัยอดีตให้ได้ แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จแต่อย่างใด
     แต่ในฤดูกาล 2019-20 ที่กำลังมาถึง “งูใหญ่” ทำการผ่าตัดทีมครั้งสำคัญ เริ่มจากตำแหน่งเฮดโค้ชที่พวกเขาตัดสินใจดึงตัว อันโตนิโอ คอนเต เทรนเนอร์จอมแท็คติก ที่เคยพา ยูเวนตุส คว้าแชมป์ลีกมาครองได้ 3 สมัยจาก 8 ครั้งหลังสุด รวมถึงเคยมีประสบการณ์ทั้งการคุมทีมชาติอิตาลี และเชลซี ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อีกด้วย ซึ่งทำให้เชื่อว่าเฮดโค้ชวัย 49 ปี นั้นมีความสามารถเพียงพอที่จะพาทีมกลับมาสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
    ขณะที่การเสริมทีม “เนรัซซูรี” ก็ทำได้น่าสนใจ โดยการดึงผู้เล่นใหม่มาทั้งหมดถึงในขณะนี้ 7 ราย นำโดย ดิเอโก โกดิน กองหลังจาก แอตเลติโก มาดริด, วาเลนติโน ลาซาโน กองกลางจาก แฮรธา เบอร์ลิน และมัตเตโอ โปลิตาโน กองหน้าจาก ซาสซูโอโล 
     นอกจากนั้นพวกเขายังเล็งเป้าไปที่ โรเมลู ลูกากู กองหน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักในการเสริมทีมในปีนี้อีกด้วย ซึ่งเมื่อมารวมกับบรรแข้งหน้าเก่า เช่น มาร์เซโล โบรโซวิช และเลาทาโร มาร์ติเนซ ส่งผลให้ อินเตอร์ มิลาน กลายเป็นทีมที่น่ากลัว และจะขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงแชมป์ กัลโช เซเรีย อา อิตาลี กับ ยูเวนตุส ในซีซั่นนี้อย่างเต็มตัวแน่นอน

2.แอตเลติโก มาดริด (ลาลีกา สเปน)

     แอตเลติโก มาดริด คือหนึ่งในทีมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้มากที่สุด ทั้งการปล่อยแข้งหลักไปถึง 10 ราย รวมถึงการซื้อผู้เล่นหน้าใหม่เข้าสู่ทีม
    เริ่มจากการปล่อยผู้เล่น “ตราหมี” ของเทรนเนอร์ ดิเอโก ซิเมโอเน ต้องเสียคีย์แมนตัวหลักในทุกตำแหน่งออกจากทีม ทั้ง อองตวน กรีซมันน์, ดิเอโก โกดิน, ฆวนฟราน, ฟิลิปเป ลุยซ์, ลูกาส์ เอร์นานเดซ และโรดรี ซึ่งแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบต่อสโมสรทั้งเรื่องของแผนการเล่น รวมถึงความน่าเชื่อถือจากแฟนบอลว่าทีมจะสามารถประสบความสำเร็จได้เหมือนเดิมหรือไม่
     ถึงกระนั้นกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ รีบแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว ด้วยการซื้อผู้เล่นรายใหม่เข้ามาเสริมทัพแบบตำแหน่งต่อตำแหน่ง โดยดีลที่น่าสนใจมากที่สุดคือการเซ็นสัญญากับ ชูเอา เฟลิกซ์ แนวรุกดาวรุ่งจาก เบนฟิกา ด้วยค่าตัวถึง 112.4 ล้านปอนด์ (ราว 4.11 พันล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการทำลายสถิติสโมสร รวมถึงดาวเตะรายอื่นๆ เช่น มาร์กอส ยอเรนเต, เอคตอร์ เอร์เรรา, คีแรน ทริปเปียร์ และฟิลิปเป
     จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจึงเรียกได้ว่านี่คือ แอตเลติโก มาดริด ยุคใหม่ อย่างแท้จริง ซึ่งน่าติดตามว่พวกเขาจะสามารถขึ้นมาต่อกรกับ บาร์เซโลนา และเรอัล มาดริด ได้ดีเพียงใด

1.ยูเวนตุส (กัลโช เซเรีย อา อิตาลี)

    ถึงแม้ว่า มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี เทรนเนอร์ประสบการณ์สูงจะพา ยูเวนตุส ประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ กัลโช เซเรีย อา มาครองได้ถึง 5 สมัย ถึงกระนั้นจากการที่เจ้าตัวไม่สามารถพาทีมซิวแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อซีซั่นที่แล้ว ทำให้คาดว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาต้องอำลาถิ่น อัลอิอันซ์ สเตเดี้ยม ไป
    และบอร์ดบริหารของ “เบียงโคเนรี” ได้เลือกให้ เมาริซิโอ ซาร์รี กุนซือจอมแท็คติกเข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่ หลังผู้จัดการทีมผู้นี้เพิ่งย้ายจาก นาโปลี ไปคุมทีม เชลซี เมื่อซีซั่นที่แล้ว
    โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ ซาร์รี กลายเป็นเฮดโค้ชที่ ยูเวนตุส เชื่อมั่นในศักยภาพ เนื่องจากเขาสามารถคุม “เดอะ เนเปิลส์” ขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิงของ “ม้าลาย” ในการลุ้นแชมป์สคูเดตโตแบบเต็มตัว เมื่อซีซั่น 2017-18 ทั้งๆที่คุณภาพของนักเตะต่างกันค่อนข้างมาก ด้วยแผนการเล่นแบบเน้นเกมรุก และเกมรับที่สมดุล ซึ่งทำให้น่าติดตามว่า ยูเวนตุส ในฤดูกาลนี้จะมีผลงานเป็นเช่นไร
    นอกจากนั้นอีกจุดหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลท์ของทีมในซีซั่นนี้ นั่นก็คือ การเสริมทัพที่ ยูเวนตุส เซ็นสัญญาแต่ผู้เล่นระดับท็อปเข้ามาสู่ทีม ไม่ว่าจะเป็น อารอน แรมซีย์, อาเดรียง ราบิโอต์, จิอันลุยจิ บุฟฟอน แบบไร้ค่าตัว รวมถึงทุ่มซื้อ มัทไธจ์ส เดอ ลิกต์, เมริห์ เดมิรัล และลูกา เปเยกรินี ซึ่งเมื่อผนวกกับ คริสเตียโน โรนัลโด, จอร์โจ คิเอลลินี, มิราเล็ม ปานิช และดักลาส คอสตา แล้ว เชื่อว่าจะต้องเป็นซีซั่นที่แฟนๆ ยูเวนตุส รอคอย ว่าทีมรักของพวกเขาจะประสบความสำเร็จได้มากเพียงไหน โดยเฉพาะในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญ

     ทั้ง 5 สโมสรที่กล่าวมาคือทีมที่น่าจับตามองสำหรับฟุตบอลลีกยุโรปในฤดูกาลนี้ ซึ่งต้องมาติดตามว่าพวกเขาจะทำผลงานได้น่าพอใจมากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับการลงทุน และการเปลี่ยนแปลงภายในทีมที่เกิดขึ้น

Shares :

5 อันดับข่าวฮิต
Recommended
ข่าวที่คุณอาจสนใจ