ผบ.ตร.ติวเข้มคดีทุจริต "โครงการรัฐบาล "
ผบ.ตร. จัดอบรมบรรยายพิเศษกับพนักงานสอบสวนฯ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสาระสนเทศ พร้อมวางแนวทางการทำคดีทุจริต โครงการรัฐบาล
วันนี้ (4 ก.พ.64) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้เดินทางมาเปิดการอบรมบรรยายพิเศษ "โครงการอบรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานสอบสวนคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสาระสนเทศ
ระดับรองผู้บังคับการ ในพื้นที่นครบาล และตำรวจภูธร ที่รับผิดชอบงานสอบสวนทั่วประเทศ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการทำหน้าที่สอบสวนตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ" ณ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น หลักสี่
พล.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง. ผบ.ตร./ผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจชาติหรือ ศปอส.ตร.เป็นผู้รับผิดชอบจัดการอบรมในครั้งนี้ สืบเนื่องจากปัจจุบันคดีอาชญากรรมจำนวนมากกระทำผ่านเครือข่ายทางอินเตอร์เน็ต เช่นการฉ้อโกงหลอกขายสินค้าออนไลน์ การหลอกให้โอนเงิน Fake news Romance scams การเข้าถึงโจมตีหรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อเรียกค่าไถ่ ตลอดจนการฉ้อโกงประชาชนทางสื่อออนไลน์
โดยเฉพาะในปัจจุบัน มีการทุจริตในโครงการต่างๆของรัฐบาล เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน โครงการคนละครึ่ง เป็นต้น ซึ่งคดีเหล่านี้ล้วนแต่มีความซับซ้อน และมีผู้เสียหาย รวมทั้งผู้ต้องหาจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ จำเป็นต้องมีการประสานงานกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายและประชาชนให้มากที่สุด
ทั้งนี้ รูปแบบการสอบสวนต้องมีมาตรฐานเดียวกัน เนื่องจากคดีมีความซับซ้อน จึงได้กำชับให้แต่ละหน่วยงานที่รับคดีในลักษณะกระทำการสอบสวนด้วยความรอบครอบ ครอบคลุมทุกประเด็น และให้ความเป็นทำกับทุกฝ่าย ยกตัวอย่างคดีทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งคดีนี้เป็นคดีที่สำคัญ มีผู้กระทำความผิดจำนวนมาก แค่จังหวัดชัยภูมิเพียงจังหวัดเดียวก็มีผู้เข้าข่ายกระทำความผิดว่า9,000ราย และเกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับพนักงานสอบสวนในการทำคดีด้วย
พล.ต.อ.สุวัฒน์ ฯ เผยอีกว่า สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินคดีทุจริตโครงการเราเที่ยวด้วยกันนั้น กองบังคับการปราบปราม ได้ส่งประเด็นการสอบสวนไปยังตำรวจภูธรจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเพื่อให้สอบสวนปากคำประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ไว้เป็นพยานประกอบคดี นอกจากนี้ยังได้ออกหมายเรียกเจ้าของร้านค้าและตัวกลางผู้รวบรวมสิทธิ์ที่ร่วมกันทุจริตมาดำเนินคดีเพิ่มเติมอีกด้วย หากผู้ต้องหาไม่มาตามหมายเรียก ก็จะเสนอศาลเพื่อขอออกหมายจับต่อไป
ส่วนโรงแรมอีกกว่า 400 แห่ง และร้านค้าอีกกว่า 400 ร้านค้า ที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายทุจริตด้วยนั้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อมาร้องทุกข์ดำเนินคดีที่ กองบังคับการปราบปราม ตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ซึ่งกองบังคับการปราบปรามจะได้ส่งคำร้องทุกข์ ไปยังท้องที่เกิดเหตุ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีต่อไป