
ประชุมคดีนอมินี "ไชน่า เรลเวย์ฯ" อึ้งรับงาน 29 โครงการรัฐ
ดีเอสไอประชุมคดีนอมินี "ไชน่า เรลเวย์ฯ" อึ้งพบคนไทย รายเดือนหลักหมื่นเป็นผู้บริหาร รวมถึงรับงาน 29 โครงการรัฐ จับตาสัปดาห์หน้าเรียกพยานล็อตแรกเข้าให้การ
4 เม.ย. 2568 เวลา 09.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคดี บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ตามความผิด พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) กรณีอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม เป็นคดีพิเศษที่ 32/2568
โดยมี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ , พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค , พ.ต.ท.อมร หงษ์ศรีทอง ผอ.กองคดีความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) และคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ รวมทั้งสิ้น 36 ราย ร่วมประชุม
พ.ต.อ.ทวี เปิดเผยว่า ตนมารับฟังข้อมูลและอยากให้อธิบดีดีเอสไอ พร้อมคณะทำงาน ได้รับทราบว่าคดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนและต้องการความยุติธรรม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะอ้างว่าแผ่นดินไหว แต่บนพื้นที่ 320 ล้านไร่ในประเทศไทย พบว่า เกิดขึ้นเพียงที่ดินก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ พื้นที่เพียง 11 ไร่เท่านั้น ขณะนี้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และมีผู้ประสบเหตุ จำนวน 103 ราย ซึ่งต้องเร่งให้การช่วยเหลือ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า แนวทางการสอบสวนจำเป็นจะต้องมีพยานหลักฐานและพยานบุคคลที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องไปสอบสวน รวมถึงพยานวัตถุว่า อะไรเป็นสาเหตุของอาคารถล่มจนมีผู้เสียชีวิต หากปล่อยให้อาคารชำรุดไปเลย ก็จะโยนความผิด เพราะหาหลักฐานไม่ได้และวัสดุอุปกรณ์เป็นยี่ห้อใด ถือเป็นพยานวัตถุต้องประสานผู้รับผิดชอบ อยากให้ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบ ถือเป็นพยานหลักฐานที่สำคัญ และที่สำคัญอย่าเข้าไปเป็นอุปสรรค เราต้องเชื่อว่าบุคคลสูญหายยังมีชีวิตอยู่ การอยู่รอดชีวิตถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
ด้าน อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า นอกจากความผิดคดีนอมินีรับเป็นคดีพิเศษ ก็ยังมีความผิดอื่นพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือ ความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ หรือ ฮั้วประมูล ซึ่งจะต้องดูว่าในส่วนคนไทยที่ไปถือหุ้นนั้น ต้องพิสูจน์ว่าเป็นการถือหุ้นโดยอำพรางหรือไม่ เบื้องต้นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบยังบ้านพักของ นายประจวบ ศิริเขตร ที่ อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด แต่ไม่พบตัว เจอเพียงภรรยา ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า นายประจวบมีรายได้น้อยมาก ทำงานรับจ้างเกี่ยวกับการก่อสร้าง ได้เงินเดือนประมาณหมื่นกว่าบาทเท่านั้น
อีกทั้งนายประจวบกลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องตึก สตง. ถล่ม ให้ฟังว่า เกี่ยวข้องกับตนเองอย่างไร ก่อนออกจากบ้านไป 2-3 วันก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้แจ้งภรรยาว่าออกไปที่ไหนอย่างไร ซึ่งดูแนวโน้มเบื้องต้นมันไม่สอดคล้องกับการที่เขาไปถือหุ้นในนิติบุคคลหลายๆ แห่ง จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นการถือหุ้นอำพราง (นอมินี)
ในส่วนของกรรมการผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 2 รายที่เหลือ คือ นายโสภณ มีชัย และ นายมานัส ศรีอนันท์ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวเช่นเดียวกัน
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า ส่วนสัญญาที่บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด เข้าร่วมค้าและได้รับงานจากภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2562 - 2567 จำนวน 29 สัญญา คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพราะตอนนี้เรายังโฟกัสที่คดีนอมินีเป็นหลักก่อน และหากย้อนไปดูในส่วนของ 11 รายชื่อ กิจการร่วมค้าของ บ.ไชน่า เรลเวย์ฯ จะพบว่าหลายที่ก็ยังไม่ได้เกิดเหตุใดๆ ยังปกติอยู่ ดังนั้น เราจึงไปดูในส่วนของ “กิจการร่วมค้า ไอทีดี ซีอาร์อีซี“ เป็นหลักก่อน ส่วนกรณีที่มีรายงานข้อมูลว่าบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบริษัทธุรกิจยางแห่งหนึ่งนั้น ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่มีข้อมูลดังกล่าว
สำหรับกรณี บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด (Xin Ke Yuan Co., Ltd.) นั้น ดีเอสไอจะตรวจสอบถึงประเด็นที่เป็นผู้จำหน่ายเหล็กให้กับบริษัทที่เกิดเหตุ เนื่องจากทางกระทรวงอุตสาหกรรมตรวจสอบแล้วพบว่า มีสินค้าบางรายการที่ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ส่วนเรื่องฝุ่นแดงของเหล็ก ทราบว่าเป็นความผิดเกี่ยวกับการออกใบกำกับภาษีปลอม และเป็นเรื่องของมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเอสไออาจต้องไปดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ทั้งนี้คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะสามารถออกหมายเรียกพยานกลุ่มแรกมาสอบสวนปากคำได้ แต่ขอเวลาให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบสักระยะ
ด้าน น.ส.กนกไรวินท์ บุรินทร์นันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบบัญชี กล่าวว่า จากการติดตามผู้ถือหุ้นชาวไทยทั้ง 3 ราย นายประจวบ นายโสภณ และนายมานัส ซึ่งจากข้อมูลพบว่าทั้ง 3 รายได้มาเป็นผู้ถือหุ้นและผู้ก่อตั้ง ตั้งแต่มีการก่อตั้งนิติบุคคลเกิดขึ้น
กรณี นายมานัส ในช่วงแรกของการก่อตั้งนิติบุคคล เคยถือหุ้นถึง 360,000 หุ้น แต่ได้โอนหุ้นไปให้นายโสภณ ทำให้เหลือหุ้นเพียง 0.0003 โดยดีเอสไออยู่ระหว่างติดตามว่าการโอนหุ้นระหว่างสองคนนี้ เป็นการซื้อขายหุ้นแท้จริงหรือไม่ ประกอบกับบุคคลทั้งสามที่เป็นผู้ถือหุ้น เท่าที่ทราบในตอนนี้ยังไม่เคยประกอบอาชีพในเรื่องของการรับเหมาก่อสร้างมาก่อน แล้วเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ ทั้งยังรับงานภาครัฐ รวมไปถึงนายโสภณ ยังเข้าไปเป็นผู้บริหารงานร่วมกับชาวจีนอีกหนึ่งราย ซึ่งตอนนี้ดีเอสไออยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม
ด้าน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีดีเอสไอ ระบุว่า จากการตรวจสอบ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ สามารถประมูลงานของภาครัฐได้ 29 โครงการ ปัจจุบันเป็นเงินรวม 22,000 ล้านบาทในโครงการตามสัญญา โดยคณะพนักงานสอบสวนขอเวลาในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดไม่เกิน 2 เดือน เนื่องด้วยรายละเอียดค่อนข้างมีจำนวนเยอะ แต่มันจะทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ว่า เหตุใดต้องเป็นต่างด้าว แล้วมาอำพรางเป็นคนไทย แล้วทำไมต้องเข้ามาเป็นกิจการร่วมค้าในประเทศไทย เหตุใดจึงไม่เข้าร่วมประมูลโครงการด้วยตัวเอง ทั้งที่กล่าวอ้างว่าเป็นคนไทย แล้วทำไมต้องมาร่วมประมูลกับบริษัทที่มีชื่อเสียง เพื่อให้รัฐเชื่อมั่นในเรื่องของการประมูล จนมันทำให้เกิดเหตุการณ์เลวร้าย ทั้งยังเป็นอาคารก่อสร้างเพียงแห่งเดียวที่อยู่ห่างจากจุดแผ่นดินไหว และเป็นอาคารสูงที่สุดแล้วเกิดถล่มลงมา
ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวว่า สำหรับโครงการก่อสร้าง สตง. ราคากลางพบว่า 2,500 ล้านบาท แต่ประมูลได้ราคา 2,136 ล้านบาท ซึ่งมันอยู่ในเกณฑ์ 15% มันไม่เลยกฎเกณฑ์ที่ไทยกำหนด แต่ภาษานักก่อสร้างเรียกว่าเป็นการฟันงาน เพื่อจะบีบตัวเองลงมา ทั้งที่จริง ๆ แล้วราคากลางของการก่อสร้างตึก สตง. มันเข้มข้นมาก ราคา 2,500 ล้านบาท ถือว่าเป็นมาตรฐานเกณฑ์ขั้นต่ำแล้ว แต่ทำไมยังดีดราคาลงมาได้ถึง 300-400 ล้านบาท เป็นสิ่งที่เราต้องค้นหาความจริงว่าบริษัทได้มีการนำเอาความอันเป็นเท็จ หรือแสดงข้อเท็จจริงอย่างไรที่ทำให้รัฐหลงผิด
ร.ต.อ.สุรวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับ 11 กิจการร่วมค้าที่ได้ไปร่วมกับ บ.ไชน่า เรลเวย์ฯ จะถูกตรวจสอบ สอบสวนด้วยเช่นกัน เพราะถ้าพบความผิด แล้วผิดคนเดียวก็จะเป็นเรื่องยาก พร้อมยืนยันว่ากรรมการในบริษัทอื่น ๆ เหล่านี้ยังไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เพียงแสดงให้เห็นว่ามีแผนประทุษกรรมในลักษณะนี้
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากที่อธิบดีดีเอสไอได้รับคดีนอมินีเป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะประเด็น 3 กรรมการผู้ถือหุ้นชาวไทยในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ได้แก่ นายโสภณ มีชัย ถือหุ้น 40.7997% นายประจวบ ศิริเขต ถือหุ้น 10.2% และ นายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้น 0.0003% ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงพื้นที่ติดตามตัวกรรมการคนไทยบางรายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเรียกสอบสวนปากคำตามขั้นตอน