
เปิดมุมมอง 3 อินฟลูฯ ยุค AI ส่วนหนึ่งของชีวิต สำคัญต่อศึกษา
สร้างคนรุ่นใหม่สู่โลก AI – เปิดมุมมอง "เขื่อน-หมอฟรัง-อภิภูมิ" ในงาน CP ALL EDUCATION FORUM 2025 เมื่อ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
เพราะการศึกษาของไทยในวันนี้ กำลังยืนอยู่ท่ามกลาง คลื่นเทคโนโลยี ที่พัฒนาเร็วเกินกว่าที่ระบบการศึกษาจะตามทัน และไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นประเด็นสำคัญระดับโลก สิ่งที่เราต้องกลับมาทบทวนคือ การติดกระดุมเม็ดแรกร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กไทย
ภายในงาน CP ALL EDUCATION FORUM 2025 ได้จัดเสวนาพิเศษ 2 ช่วง พบตัวจริงจากวงการศึกษา "โอกาสและความท้าทายของการศึกษาไทยในยุค AI" และเสวนา 𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐠𝐞𝐦𝐚𝐤𝐞𝐫𝐬: 𝐒𝐨𝐜𝐢𝐚𝐥 𝐄𝐟𝐟𝐞𝐜𝐭𝐬 𝐢𝐧 𝐭𝐡𝐞 𝐀𝐈 𝐄𝐫𝐚 พบกับ
• คุณเขื่อน ภัทรดนัย เสตสุวรรณ: นักจิตบำบัดและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง
• หมอฟรัง นรีกุล เกตุประภากร: แพทย์, KOL, เจ้าของธุรกิจ และเจ้าของเพจ LaohaiFrung
• น้องภูมิ-อภิภูมิ ชื่นชมภู: นวัตกรวัยเยาว์ที่มีความมุ่งมั่นด้านการพัฒนาการศึกษาและนวัตกรรม
- ทั้ง 3 ท่านยอมรับว่า ปัจจุบันใช้ AI ในการดำรงชีวิตและทำงาน
คุณเขื่อน ยอมรับก็ใช้ AI ถามสิ่งต่างๆ เช่น เทรนกำลัง ก็ได้คำตอบ พอคุยกันแล้วก็สนุก
หมอฟรัง ยอมรับว่า ใช้ AI ทุกวัน ทั้งการทำคอนเท้นต์เกี่ยวกับสุขภาพ การตัดต่อวีดีโอ หรือ การตรวจคนไข้ ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น เพราะเนื้อหาทางการแพทย์มีจำนวนมาก AI ช่วยในการจัดระบบ การจำข้อมูลคนไข้ ซึ่งเวชระเบียนคนไข้ แพทย์อาจจะไม่ต้องมานั่งจดเหมือนสมัยก่อนแล้ว ทั้งหมดนี้ช่วยประหยัดเวลาขึ้นมาก นอกจากนี้ยังใช้ AI คุยปรึกษาในชีวิตส่วนตัวไลฟ์สไตล์ เพราะบางทีเราไม่ได้มีเพื่อนเยอะขนาดนั้น
ภูมิ-อภิภูมิ บอกว่า ตนใช้ AI เยอะมากๆ โดยเฉพาะเวลาค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ บางครั้งมีเอกสารหรือบทความที่ยาวมากๆ อ่านเองทั้งหมดไม่ไหว ก็ใช้ AI ช่วยสรุปให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ ทำให้สามารถโฟกัสกับเนื้อหาหลักๆ ได้เร็วขึ้น
ขณะนี้ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในสังคม มนุษย์จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้อย่างไร
คุณเขื่อน ระบุว่า ขณะนี้ในแง่วิชาการ จะมีหลายเสียงว่า ควรเอา AI เข้ามาช่วยดีหรือไม่ AI จะมาแทนเราหรือไม่ ในส่วนตัวมองว่า ควรเอาเข้ามาช่วยนักจิตวิทยา เนื่องจากตอนนี้นักจิตบำบัด 1 คน มีคนไข้ 1 แสน หากใช้ AI ก็จะยิ่งทำให้นักจิตบำบัดเหนื่อยน้อยลง ที่สำคัญอย่ากลัวว่า AI จะมาแย่งงานเรา เพราะอย่างไรก็ตามยังไง มนุษย์ก็ไม่แพ้ AI ยังต้องใช้มนุษย์ในการทำงาน แตต่อาจจะสะดวกเรื่องความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูล เช่น นักศึกษาทำวิจัย ทำเป็นอาทิตย์ แต่ค้นหาผ่านAI เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น แต่หากมองมุมกลับเราใช้แต่AIทำ นักศึกษาก็จะไม่ได้อะไรกลับไป แต่ถ้าหากไม่ใช้AIเลย ก็จะท้าสมัยอีก ดังนั้น 2 สิ่งนี้ต้องบาลานซ์กัน
หมอฟรัง กล่าวว่า ในยุค AI นี้มีความท้าทาย การแนะนำคนไข้ไม่ง่ายเหมือนสมัยก่อน บางทีคนไข้พกแชต GTP เข้าห้องตรวจเลย ในมุมคนไข้ มีความรู้สุขภาพมากขึ้นจาก AI ซึ่งเป็นเรื่องดีที่เขาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่การประมวลผลยังไม่ถูกต้อง100% ความยากตกอยู่ที่หมอที่จะต้องอธิบายว่าสิ่งนี้อาจจะไม่ถูกต้อง 100% แต่เป็นการรวบรวมสถิติที่มีอยู่ ดังนั้นจะต้องมีการตรวจร่วมด้วยและพูดคุยกับหมอ
แต่หาก AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ ถือว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน อนาคตหากเป็นไปได้ อาจมีการประมวลผล โดยไม่ใช้หมอ แต่ก็จะเป็นแค่การตรวจเบื้องต้น สุดท้ายแล้วก็ยังต้องใช้หมอวินิฉัยอาการที่แม่นยำอยู่ รวมถึงคนไข้ก็ไม่มีใครอยากคุยกับหุ่นยนต์ เขายังอยากฮีลใจและคุยกับหมออยู่
ขณะที่ ภูมิ-อภิภูมิ มองว่า AI ถูกสร้างมาจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในโลกออนไลน์ มันเก่งมากในการค้นหาและประมวลผล แต่สิ่งที่ยังขาดคือความยืดหยุ่น ความเข้าใจแบบลึกซึ้งเหมือนที่มนุษย์เราคิดกันจริงๆ บางคนอาจกลัวว่า AI จะมาแย่งงานเรา แต่ตนไม่คิดแบบนั้น มองว่ามัน AI น่าจะเป็นผู้ช่วยมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องที่ใช้เวลานานๆ อย่างการหาข้อมูลหรือเรียบเรียงเนื้อหา
การเป็น Change Maker
หมอฟรัง กล่าวว่า สมัยก่อนกว่าจะได้คลิปแต่ละชิ้น ต้องใช้งบประมาณ ทรัพยากรบุคคล แต่ทุกวันนี้ง่าย ทุกคนสามารถเป็น Change Maker แค่หยิบกล้องตัวนึงแล้วลงก็ได้แล้ว พฤติกรรมผู้เสพสื่อและผู้บริโภคก็เปลี่ยนไป หันมาดูคอนเทนต์ที่มือถือมากขึ้น ส่วนอนาคตการทำคอนเท้นต์ หรือไลฟ์ จะต้องใช้ AI มาเป็นพิธีกรในหน้าจอด้วยหรือไม่ ยอมรับเคยคิด และตอนนี้ต่างประเทศก็เริ่มทำกันแล้ว แต่หากจะให้เอไอขึ้นมาทำแทนเราทั้งหมดยังมองว่ายังไม่เนียนขนาดนั้น
ขณะที่ คุณเขื่อน กล่าวเสริมว่า สิ่งหนึ่งที่คนไลฟ์สดยัง ขาดจากการทำคอนเทนต์ คือ ความจริงใจ จริงจังและต่อเนื่อง คิดว่าทำอย่างไรก็ดังและปัง แต่เราลืมว่าตัวตนเราคืออะไร ชอบอะไร ความจริงใจ ความจริงจัง และต่อเนื่อง ซึ่งตนมองว่า แบบนี้จะสามารถใช้ AI มาช่วยตบให้เข้าที่อีกทีหนึ่ง
AI ในโลกอนาคต
หมอฟรัง บอกว่า ไม่ได้มองว่าอยากทำคอนเทนต์ไปทั้งชีวิต 5-10 ปีข้างหน้า เราไม่รู้จะทำอยู่หรือไม่ ทำแนวไหน แต่ตอนนี้เราทำทุกวัน เรียนรู้ทุกวัน ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา มีโอกาสอะไรก็หยิบจับมาใช้
ภูมิ-อภิภูมิ กล่าวว่า หากมองไปในอนาคต คิดว่าเราจะเห็น AI ที่เก่งและเร็วขึ้นเรื่อยๆ อาจไปถึงระดับที่เรียกว่า AGI หรือปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ซึ่งจะฉลาดขึ้นใกล้เคียงมนุษย์เลยก็ได้ ทุกอย่างกำลังพัฒนาเร็วมาก โดยเฉพาะด้านการศึกษา เชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้ง่ายขึ้น แค่มีมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ก็สามารถเข้าถึงความรู้ระดับโลกได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโปรแกรม ทำสื่อ หรือแม้แต่งานวิจัย AI ก็ช่วยได้ทั้งนั้น
- สุดท้ายทั้ง 3 ท่าน ฝากทิ้งท้าย
คุณเขื่อน บอกว่า สุดท้ายแล้วเราทุกคนจะมี AI หรือไม่ หากกินดีอยู่ดีเราจะอยู่ได้ 4,300 กว่าอาทิตย์ พอเรารู้ว่า เวลาเรามีจำกัดแล้ว ก็อาจ จะให้ AI ไปทำในส่วนที่เราไม่อยากทำแทนและเราเอาเวลาไปทำสิ่งที่เราอยากทำ
หมอฟรัง บอกว่า พวกเราโชคดีมากที่ได้เกิดมาในช่วงที่มีเครื่องมือเยอะมาก อย่างน้อย เลือกมาสักตัวหนึ่งเรียนรู้และใช้มันอย่างจริงจังว่า เราจะต้องใช้อย่างไร ให้ไปใช้ต่อในชีวิตประจำวันเรา เอาไปทำคอนเทนต์กับคนมากขึ้นและคิดว่า AI จะมาช่วยในเรื่องของการศึกษาด้วย เรียนรู้วิธีการหาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อที่จะเอามาใช้ต่อยอดต่อ นอกจากนี้ยังมองว่า AI อาจจะทำให้เราอายุมากขึ้น เพราะปัจจุบันก็วิจัยต่างๆ เชื่อว่า มีส่วน การมีชีวิตอยู่ 100 ปี ขึ้นไป อาจจะเป็นเรื่องธรรมดา
ภูมิ-อภิภูมิ เชื่อว่า ชีวิตเราจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเราเองครับ และสิ่งแวดล้อมก็มีผลมากเหมือนกัน ถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เราก็ควรเปิดใจรับสิ่งใหม่ๆ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว สำหรับ AI ผมมองว่าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพื่อนที่ดีมากๆ ช่วยเราทำงานได้เร็วขึ้น หาข้อมูลได้เร็วขึ้น และช่วยตอบคำถามที่บางทีเราคิดไม่ออกในเวลาจำกัด เราไม่ต้องไปแข่งกับคนอื่น แค่แข่งกับตัวเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน และถ้าเรามองให้ดี AI ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาโลกและประเทศของเราได้อีกด้วย
นอกจากนี้นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ยังได้ร่วมเปิดมุมมอง CP ALL Education Way – การเรียนรู้ที่เติบโตไปพร้อมโลกอนาคต ผ่าน 3 แนวทางสร้างคนผ่านการศึกษา “เก่ง ดี มีความสามารถ” เพื่อการเตรียมพร้อมทักษะ บทบาทที่สำคัญเพื่อคนรุ่นใหม่ทั้งในโลกของการเรียน การทำงานที่ตอบโจทย์โลกธุรกิจและก้าวทันการเปลี่ยนแปลง
ภายในงาน “CP ALL EDUCATION FORUM 2025” ซีพี ออลล์ มอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568 ให้กับเยาวชนไทยผ่านเครือข่ายความร่วมมือกว่า 41,900 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1,648 ล้านบาท สร้างโอกาสทางการศึกษาสู่เยาวชนไทยกว่า 56,883 คน มีเครือข่ายการศึกษา คณาจารย์ นักเรียนเข้าร่วมงานกว่า 1,000 คน