
โอละพ่อ ลูกชายเจ้าของตึก "สาธรยูนีค" แจงเอง ไม่ได้ประกาศขาย
โอละพ่อ ลูกชายเจ้าของตึก "สาธรยูนีค" โพสต์แจงเอง ไม่ได้ประกาศขาย ชี้ หากปัญหาจบง่าย คงไม่ต้องต่อสู้ มานาน 30 ปี
จากกรณีเมื่อ 28 มี.ค. 68 เกิดเหตุแผ่นดินไหวเมียนมา ขนาด 8.2 ความลึก 10 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่บริเวณ ประเทศเมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร ทำให้รู้สึกสั่นไหวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย บริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร
โดยกรุงเทพมหานคร นอกจากจะได้รับผลกระทบเรื่องตึกสูงต่างๆ เกิดรอยร้าว ยังมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ บริเวณ ถ.กำแพงเพชร เขตจตุจักร กทม. ได้พังถล่มลงมา ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 15 ราย และเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างค้นหาผู้รอดชีวิต
จากเหตุการณ์ดังกล่าวบนโลกออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงโครงสร้างอาคาร เนื่องจากขณะเกิดเหตุ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหลายแห่ง แต่ทำไมอาคารของ สตง. จึงพังถล่มลงมาที่เดียว นอกจากนี้ยังมีการแชร์ภาพไวรัล "สาธรยูนีคทาวเวอร์" อาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งยังคงตั้งตระหง่าน ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวแต่อย่างใด
ต่อมาผู้ใช้เฟซบุู๊ก "สุภาพ มิ่งศิริ" โพสต์ประกาศขาย "สาธรยูนีคทาวเวอร์" ออกแบบรองรับแผ่นดินไหว ราคา 4 พันล้าน โดยมีผู้สนใจติดต่อเข้าไปสอบถามเป็นจำนวนมาก กระทั่งวันนี้ (2 เม.ย. 2568) "สุภาพ มิ่งศิริ" อัพเดตอีกครั้งว่า สามารถปิดดีล 4 พันล้าน ขายตึกสาธรยูนีคทาวเวอร์ ได้เป็นที่เรียบร้อย
ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Tampote Torsuwan" ซึ่งเป็นลูกชายของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดังและนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของตึก สาธรยูนีคทาวเวอร์ โพสต์ข้อความระบุว่า "วันนี้โทรศัพท์เข้าจนสายแทบไหม้" ตั้งแต่ข่าวเรื่องประกาศขาย คุณพ่อ (อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ)ไม่ได้เป็นผู้ประกาศขาย
ตึกนี้มีข้อพิพาทและคดีความมากมายหลายอย่าง กระบวนการทางกฎหมายที่ฉ้อฉลยึดทรัพย์ภาคเอกชนผ่องถ่ายไปองค์กรข้ามชาติแล้วฟอกทรัพย์กลับมาเข้ามือกลุ่มทุนสามานที่เป็น deep stage ของประเทศนี้ คุณพ่อและคุณแม่ต่อสู้กับกระบวนการฉ้อฉลปล้นชาตินี้มายาวนานร่วม 30 ปี
Fact ที่หลายคนอาจไม่รู้ ห้องชุดในตึกนี้ได้ขายไปแล้วมากกว่า 90% ตั้งแต่เปิดขายเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว กลุ่มทุนสามานนี้ไม่ได้ปล้นเฉพาะ Developer แต่ปล้นคนซื้อทุกคน โอนถ่ายทรัพย์ไปมาเพื่อเขย่าให้ตึกนี้ กลายเป็นตึกเปล่าที่ยังไม่มีใครซื้อ ซื้อถูก-ฟอกขาว-เขย่าให้เป็นตึกเปล่า นี่คือสิ่งที่ทุนสามานทำกับทุกตึกทุกอาคารที่โดนโยนลงหม้อต้มยำกุ้ง เรื่องราวการต่อสู้ของท่านทั้ง2 ยังคงดำเนินอยู่ และผมเชื่อว่าจะดำเนินต่อไปตราบเท่าที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่
การประกาศขายไม่ได้มาจากคุณพ่อ และท่านไม่ได้ติดต่อพูดคุยกับใครเกี่ยวกับตึกนี้ในการขาย ช่วงระยะหลังท่านสุขภาพไม่ค่อยดี ท่านพักผ่อนเสียเป็นส่วนใหญ่ครับ
โปรดใช้วิจารณญาณในการเสพข่าว ถ้าปัญหาตึกนี้มันจบง่าย มันคงไม่ยืนเป็นอนุสาวรีย์ต้มยำกุ้ง มานาน 30 ปี