'เอลนีโญ' สะเทือนโลก เล่นงานไทยรับผลกระทบติดอันดับ 9 ของโลก คาดการณ์ยาว 3 ปี
ไทยจะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ "เอลนีโญ" อยู่อันดับ 9 จาก 180 ประเทศทั่วโลก ปี 66 ยาวถึงปี 68 ไม่มีน้ำเพาะปลูก เกษตรกรรายได้หด กรมชลประธานร้องของดปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยวรอบนี้เสร็จ ขณะที่ราคาข้าวแพงสุดในรอบ 12 ปี
ภัยพิบัติทางธรรมชาติก่อให้เกิดสภาพอากาศเลวร้าย อุทกภัยลุ่มแม่น้ำโขง ภัยแล้งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ชัดเจนว่านี่คือ ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) ส่งผลกระทบต่อโลกมนุษย์ ความแห้งแล้งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกได้ เพราะอากาศร้อน แหล่งน้ำแห่งขอด รายได้เกษตรกรลดลง
ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร โดยเข้าไปประเมินกันว่า 180 ประเทศทั่วโลกในประเทศไหนที่จะเจอความเสี่ยงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ผลปรากฏว่า ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 9 ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ เสี่ยงสูงที่เผชิญ "เอลนีโญ"
ขณะที่ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics ttb analytics) ระบุว่า ข้อมูลของสภาพัฒนาเศรฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2565 เศรษฐกิจภาคการเกษตรของไทยมีมูลค่า 1.53 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 9.1% ของขนาดเศรษฐกิจรวมทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงความสำคัญเชิงระบบของภาคเศรษฐกิจไทย พบว่า มีความสำคัญเป็นอย่างมากในมิติของการเป็นแหล่งงานให้กับคนเกือบ 13 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 32.2% ของจำนวนแรงงานทั่วประเทศ
รวมถึง มิติการกระจายรายได้ที่แรงงานภาคเกษตรเป็นกลไกสำคัญในการจับจ่ายใช้สอยของภาคครัวเรือนที่ไม่ได้มีการกระจุกตัวเหมือนกลุ่มแรงงานภาคอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ ในมิติเชิงลึกของเศรษฐกิจภาคเกษตรแบ่งออกเป็น 5 พืชหลักซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในปี 2565 กว่า 8.75 แสนล้านบาท โดยปรับเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2564 ราว 12.7% จากสถานการณ์ฝนที่เอื้ออำนวยต่อผลผลิตและผลของราคาที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น แต่ในปี 2566 ttb analytics คาดรายได้เกษตรกรกลุ่ม 5 พืชเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับลดลงเหลือ 8.40 แสนล้านบาท ลดลง 3.9% หรือราว 3.4 หมื่นล้านบาท จากปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 27%
แต่ด้วยปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ได้รับอิทธิพลจากฝนที่มากในปีก่อนยังอยู่ในระดับที่สามารถปล่อยน้ำเพื่อการเกษตรได้ ส่งผลให้พืชบางกลุ่มในภาพรวมยังไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ข้าวเปลือกที่ผลผลิตรวมใกล้เคียงกับปีก่อนจากนาปรังมีผลผลิตดีจากปริมาณต้นปียังอยู่ในระดับที่สามารถทำการเกษตรได้ และผลผลิตนาปีที่ยังได้รับผลกระทบไม่มากในปี 2566 นี้
อย่างไรก็ตาม ด้วยปริมาณฝนในปี 2566 ที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่จำเป็นต้องกักเก็บสำหรับการเกษตรในปี 2567 กอปรกับการยกระดับการเตือนภัยเอลนีโญเพิ่มเป็น El Nino Advisory หรือระดับที่มีความน่าจะเป็นที่จะเกิด ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" สูงกว่า 90% ขององค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NOAA) ส่งผลภาคการเกษตรไทยคาดได้รับแรงกดดันอย่างรุนแรงในปี 2567
โดย ttb analytics ถอดบทเรียนในอดีตจากปัญหาภัยแล้ง 2 ครั้งใหญ่ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และประเมินรายได้เกษตรกร 5 พืชเศรษฐกิจปี 2567 อาจหดตัว 4.0% แม้ว่าจะได้รับผลดีจากราคาสินค้าเกษตรที่คาดว่าปรับตัวเพิ่มอีกในปีหน้าก็ตาม โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. กลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการน้ำมาก เช่น ข้าวที่คาดว่าผลผลิตในปี 2567 ภาพรวมอาจลดลง 16-18% โดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปรังที่คาดมีผลผลิตลดลงถึง 35-40% และ อ้อยที่ผลผลิตอาจลดลงประมาณ 13-17% จากปริมาณฝนที่น้อยและขาดช่วงอาจส่งผลต่อความชื้นในดิน
2. กลุ่มพืชเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับผลกระทบ เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมันจากพื้นที่เพาะปลูกที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ที่มีปริมาณน้ำฝนสูง และพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตชลประทาน รวมถึงมันสำปะหลังที่เป็นกลุ่มพืชที่ทนแล้งได้ดีและต้องการน้ำน้อย
สรุปคือ ปี 2566 เป็นปีที่เกษตรกรไทยเผชิญกับความยากลำบากจากภาวะฝนน้อย และผลกระทบจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ที่คาดว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจาก "เอลนีโญ" ทางลบของภาคการเกษตรในปี 2566 และ 2567 อาจเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เนื่องจากภาวะฝนน้อยและปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำที่ไม่เพียงพออาจส่งผลกระทบต่อเนื่อง (Domino Effect) ทั้งเชิงปริมาณในปี 2568 ทำให้กลุ่มพืชที่ต้องการน้ำปานกลาง-น้อย อาจได้รับผลกระทบจากการที่น้ำไม่เพียงพอต่อการบริโภคในภาคการเกษตรจากภาวะภัยแล้งที่อาจลากยาวอันส่งผลกระทบต่อปริมาณการเพาะปลูก และรวมถึงผลกระทบในเชิงคุณภาพที่ผลผลิตต่อไร่อาจลดลงจากความแห้งแล้งที่กระทบต่อความสมบูรณ์ของกลุ่มพืชยืนต้น เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน เป็นต้น
ttb analytics เสนอแนะให้ภาครัฐ และเอกชน เร่งรับมือ "เอลนีโญ" " ด้วยการบริหารจัดการการเพาะปลูกพืชด้วยประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักทฤษฎีการเกษตร เนื่องจากตามสถิติผลผลิตพืชหลัก เช่น ข้าว ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมาประเทศในกลุ่มภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีผลผลิตข้าวลดลงเพียง 0.9%-1.2% ในขณะที่ประเทศไทยกลับมีผลผลิตข้าวที่ลดลงสูงถึง 11.4% เช่น การวางแผนบริหารจัดการการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เน้นการปลูกพืชหมุนเวียนในพื้นที่เพาะปลูกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของดิน
เร่งพิจารณาการปลูกพืชทางเลือกที่ใช้น้ำน้อย รวมถึง ยกระดับการผสานเทคโนโลยีการเพาะปลูก เช่น การทำการเกษตรอัจฉริยะ ( Smart Farming) ที่ใช้เทคโนโลยียกระดับผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพขึ้นในหลากหลายมิติจากการควบคุมการเพาะปลูกผ่านระบบที่มีความแม่นยำสูง (Precision Agriculture) สามารถช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตจากประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดปริมาณการใช้ยาปราบศัตรูพืช ลดการใช้น้ำและพลังงาน เป็นต้น
การเตรียมความพร้อมรับมือ "เอลนีโญ" ที่ดี รวมถึง การนำเทคโนโลยีมาจัดการการเพาะปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพดินฟ้าอากาศในจังหวะเวลาที่ถูกต้องจะสามารถช่วยลดทอนความเสี่ยงจากภัยแล้งได้อีกทางหนึ่งด้วย
รายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 12 ปี เป็นผลมาจากประเทศอินเดียระงับการส่งออกข้าว หลังจากได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" จากฝนที่ตกหนัก เพื่อสร้างหลักประกันว่า จะมีข้าวเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ และป้องกันราคาข้าวพุ่งขึ้นในประเทศ และสภาพจากอากาศที่แปรปรวนทำให้คุณภาพข้าวที่ไม่คงที่ของเวียดนาม ซึ่งอยู่ในระหว่างการเก็บเกี่ยวในฤดูร้อน-ฤดูใบไม้ร่วง
FAO รายงานว่า ประเทศอินเดียมีการส่งออกข้าวในอัตราส่วนสูงกว่า 40% ของการค้าข้าวทั่วโลก การที่ระงับการส่งออก ได้สร้างความวิตกกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารของประชากรทั่วโลก และขณะที่ข้าวที่มีราคาแพงที่สุดคือ ข้าวจากประเทศไทย
"ซามาเรนดู โมฮานตี" ผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียของ International Potato Center ระบุว่า ราคาข้าวมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีก หากประเทศผู้นำเข้าพยายามที่จะสต็อกข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศ และหลายประเทศที่ส่งออกข้าวตัดสินใจใช้มาตรการควบคุมการส่งออกข้าวเช่นเดียวกับอินเดีย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ประเทศไทยผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก กำลังได้รับผลกระทบจาก "เอลนีโญ" กรมชลประทานร้องขอให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวน้อยลง หลังการเพาะปลูกข้าวนาปีรอบแรกและเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ งดเพาะปลูกข้าวนาปีต่อเนื่อง เพราะปริมาณน้ำต้นทุนปัจจุบันเหลือเพียงอุปโภค บริโภค และบำรุงระบบนิเวศเท่านั้น